อาร์เซน่อลได้ 3 คะแนนตามคาด ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดุดันตามคาด..
เกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2026/27 ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันศุกร์แทบจะตัดสินผลการแข่งขันตั้งแต่จบครึ่งแรก
สกอร์ 2-0 ที่ทีมปืนใหญ่นำอยู่นั้นเรื่องหนึ่ง แต่การควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่เปิดโอกาสให้นักเตะโคเวนทรี ซิตี้ ได้พาบอลเข้าไปถึงเขตโทษของตัวเองเลยคือสิ่งที่บ่งบอกถึงมาตรฐานอันแตกต่างระหว่างพรีเมียร์ลีกกับแชมเปี้ยนชิพ
23 ต่อ 0 คือจำนวนครั้งที่นักเตะทั้ง 2 ทีมได้สัมผัสบอลในเขตโทษของฝ่ายตรงข้าม
ทีม "ช้างกระทืบโรง" อาจพกดีกรีแชมป์จากศึกแชมเปี้ยนชิพมาเยือน แต่ 25 ปีที่ห่างหายไปจากลีกสูงสุดทำให้พวกเขาขาดประสบการณ์สำคัญในเวทีนี้
การเสริมทัพของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด บอกมุมมองเรื่องนี้ได้ดี แฟร้งค์ ออนเยก้า กองกลางทีมชาติไนจีเรียถูกดึงมาจากเบรนท์ฟอร์ด ลูม ชาวน่า ปีกชาวฝรั่งเศสถูกซื้อมาจากเบิร์นลี่ย์ 2 คนนี้นำเอาประสบการณ์ระดับพรีเมียร์ลีกติดตัวมาสู่ทีมด้วย
แต่การไปเยือนเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม คือโปรแกรมที่ยากที่สุดเกมหนึ่งของพรีเมียร์ลีก และพวกเขาก็ได้รู้ซึ้งถึงมันเต็มที่ไปแล้ว
โคเวนทรีพยายามเล่นด้วยวินัยและความตั้งใจไม่ให้หลุดสมาธิ แรก ๆ เลือกเล่นเกมรับตั้งแต่แดนกลางไม่ถอยต่ำด้วยซ้ำ แต่บอลอันไหลลื่น รวดเร็ว แม่นยำ และขึ้นมาทุกทางของอาร์เซน่อลค่อย ๆ กดให้ผู้มาเยือนร่นลงไปเรื่อย ๆ จนกองอยู่หน้าเขตโทษในที่สุด
ช่วงที่ทีมปืนใหญ่ขึงเกม ชิงแย่งชิงเก็บบอลที่ถูกเตะสกัดออกมาได้หมดคือช่วงตึงเครียดของโคเวนทรี แทบไม่ได้หายใจด้วยอาร์เซน่อลไม่ให้เวลาคิดเลย
จะเก็บบอลเล่นให้นานอีกนิดก็ถูกบีบให้เร่งคายบอล ฝืนเล่นก็ถูกรุมแย่ง เตะทิ้งก็ถูกเก็บกินเรียบ
เหมือนเตะบอลอัดกำแพง เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็มา ไม่ต้องพูดถึงโอกาสตอบโต้
อาร์เซน่อลมาเหมือนพายุ ทางขวาโดย เบน ไวท์ กับ บูกาโย่ ซาก้า ทางซ้ายโดย ริคคาร์โด คาลาฟิออรี่ กับ คริสตอส โซลิส แข้งใหม่ทีมชาติกรีซที่แจ้งเกิดตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น
มี มาร์ติน โอเดการ์ด เป็นตัวกำกับเกม วิ่งออกซ้าย-ขวาเพื่อรับบอล ทำชิ่ง แทงเข้าช่อง ตักข้ามแนวรับ
ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ กับ เดแคลน ไรซ์ ควบคุมแดนกลางทั้งหมด เดินเครื่องกันจากตรงนั้นทั้งเกมรับและเกมรุก
ดูแลพื้นที่รับผิดชอบได้อย่างไร้ที่ติโดยเฉพาะการยืนตำแหน่งยามฟูลแบ๊กทั้ง 2 ฝั่งเติมเกมขึ้นสุด บอลที่กระดอนกลับมาจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้นไม่หลุดไปไกลถึงคู่เซนเตอร์
อาร์เซน่อลเลือกทำแบบเน้น ๆ ซ้ายที ขวาที ไวท์สปรินท์โอเวอร์แล็ปทางขวา คาลาฟิออรี่ทั้งขึ้้นตรง ๆ ริมเส้นและขยับมาเป็นตัวพิเศษตรงกลางตามสไตล์ถนัด
ทั้ง 2 คนได้ไปคนละแอสซิสต์ คาลาฯ ไหลให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยิงเสียบเสาประเดิมประตูแรก ไวท์เติมถึงเส้นหลังตบคืนให้โอเดการ์ดยิงแป้กกลายเป็นดีในประตู 3-0 ต้นครึ่งหลัง
ส่วนลูก 2-0 ที่ซาก้าซ้ำลูกปัดของ คาร์ล รัชเวิร์ธ นายทวารทีมเยือนเข้าไป โซลิสคือคนเปิดเข้ามา
ตัวรุกจากคลับ บรูช กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลอย่างรวดเร็วด้วยอิทธิพลที่มีต่อเกมโดยไม่มีใครคาดคิด มีส่วนร่วม 7 ประตูจาก 6 เกมปรีซีซั่น ยิง 1 จ่าย 6 ทำให้หลายคนลืมชื่อปีกซ้ายดัง ๆ หลายคนที่ตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ไปแล้ว
ไม่ใช่พื้นที่น่าเป็นห่วงจากการเสีย เลอันโดร ทรอสซาร์ ไปอีกแล้ว โซลิสจะแย่งตำแหน่งตรงนั้นกับ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ทั้งยังมี โนนี่ มาดูเอเก้ ที่เล่นได้ทั้ง 2 ฟาก และ เอเบเรชี่ เอเซ่ ที่เกมนี้ถูกส่งลงสนามช่วง 15 นาทีสุดท้ายไปเล่นตรงนั้น
สไตล์การเล่นของโซลิสชวนให้ตื่นเต้น ได้บอลปุ๊บลุยขึ้นหน้าเลยไม่มัวรีรอ กล้าเลี้ยงกล้าเล่นกล้ากระชาก แล้วยังขยัน ขยับตัวให้เพื่อนมองเห็นตลอดเวลา และยังพร้อมปล่อยบอลให้เพื่อนที่เข้าตำแหน่ง
มีส่วนร่วมในบอล 2-3 จังหวะสุดท้ายอยู่เสมอ ไป ๆ มา ๆ ทำท่าว่า 34 ล้านปอนด์ที่จ่ายไปจะเห็นแววคุ้มค่าเรียบร้อยแล้ว
ทัศนคติการเป็นผู้ชนะของอาร์เซน่อลชัดเจนมาก ช่วงพักครึ่งซาก้าให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่เพลาเกมในครึ่งหลังแม้จะนำอยู่ 2 ประตูและควบคุมทุกอย่างได้หมด มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อออกมาลุยกันต่อ
กระนั้นการเปลี่ยนตัวของ มิเกล อาร์เตต้า ก็มองเห็นถึงการลดความเสี่ยง เกมขาดไปแล้วนายใหญ่กันเนอร์สถอด ไรซ์ กับ ซาก้า ออกตั้งแต่ยังไม่ถึง 70 นาที
โนนี่ มาดูเอเก้ กับ มาร์ติน ซูบิเมนดี ถูกส่งลงไป เป็นการเปลี่ยนตัวตามตำแหน่ง เพิ่มโอกาสให้ตัวสำรองพร้อมถนอมแข้งหลักไปในตัว
พอถึงนาทีที่ 76 โซลิส กับ โอเดการ์ด ก็ถูกถอดออกอีก 2 คน เอเซ่ กับ มิเกล เมริโน่ ลงไปแทน
ถนอมนักเตะ ให้โอกาสชุดสอง และคราวนี้ปรับแท็กติกเล็ก ๆ ไปในตัวด้วย เมริโน่ยืนกองกลางตัวบน เอเซ่ขยับมาเล่นปีกซ้าย ก่อนที่ช่วง 10 นาทีสุดท้าย ปิเอโร่ อินคาปิเย่ จะถูกส่งลงมาเล่นแบ๊กซ้ายแทนคาลาฟิออรี่
เกมผ่อนลงไปบ้าง แต่สมาธิยังดีไม่เปิดโอกาสให้โคเวนทรีเลยแม้บอลจะข้ามเข้ามาในแดนบ่อยขึ้น
ช่วงทดเวลา นักเตะปืนใหญ่ยังวิ่งบีบไม่ให้ทีมเยือนได้เล่นง่าย ๆ อยู่เลย
อาร์เซน่อลเช็กบิลทีมน้องใหม่ได้ตามคาด และเมื่อดูขุมกำลังของพวกเขาแล้ว นี่คือทีมที่พร้อมสำหรับการยืนระยะในการแข่งขันอันยาวนาน 9-10 เดือน
ก่อนเตะเกมนี้ เอซรี่ คอนซ่า เซนเตอร์แบ๊กทีมชาติอังกฤษสวมชุดเหย้าเดินลงสนามมาแนะนำตัวกับแฟน ๆ อีกคน
ปัญหาบาดเจ็บของ วิลเลียม ซาลิบา เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ และอาร์เซน่อลไม่ประมาท แม้จะมี ปิเอโร่ อินคาปิเย่ กับ คริสเตียน มอสเกร่า ให้ทดแทนก็ตาม
ไม่เพียงมีขนาดทีมที่ใหญ่และตัวจริงกับตัวสำรองมาตรฐานใกล้เคียงกันเท่านั้น แต่อาร์เตต้ายังมีนักเตะไฮบริดที่เล่นได้มากกว่า 1 ตำแหน่งให้หยิบใช้อีกเต็มมือด้วย
เฉพาะแค่กองหลังที่มีในทีมก็เกือบทุกคน อินคาปิเย่เล่นได้ทั้งเซนเตอร์และแบ๊กซ้ายอย่างที่เปลี่ยนลงไปแทนคาลาฟิออรี่ในเกมนี้
คาลาฟิออรี่เองก็เล่นได้ทั้งเซนเตอร์และแบ๊กซ้ายเช่นกัน กระทั่งแบ๊กขวาแก้ขัดก็เคยยืนมาแล้ว ยูร์เรียน ทิมเบอร์ที่ยังเจ็บเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรับ
เบน ไวท์ เล่นแบ๊กขวาได้ เล่นเซนเตอร์แบ๊กได้ หรือ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ ที่เวลานี้ได้ขยับขึ้นไปเล่นกองกลางตำแหน่งถนัดก็ทำได้เนี้ยบกับบทบาทแบ๊กซ้ายระดับที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว
นี่คือมาตรฐานของอาร์เซน่อล มาตรฐานของแชมป์เก่าที่เป็นเต็งหนึ่งตามสายตานักวิจารณ์ทุกสำนัก
แน่นอนครับฤดูกาลยังอีกยาวไกล นั่นก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่การออกตัว 2 เกมแรกที่รวมคอมมิวนิตี้ชิลด์ซึ่งถล่มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เข้าไปด้วยคือความน่าสะพรึงทีเดียว
อาร์เซน่อลพุ่งจากบล็อกสตาร์ทแบบไม่รีรอ งานนี้บรรดาผู้ท้าชิงอาจจะเหนื่อยกันหน่อยล่ะครับ
#ตังกุย