มากกว่าการได้เงินเสริมทัพ! เหตุผลที่กลุ่มทุนใหม่จะเพิ่มโอกาสเชิงพาณิชย์ให้ ลิเวอร์พูล มหาศาล

มากกว่าการได้เงินเสริมทัพ! เหตุผลที่กลุ่มทุนใหม่จะเพิ่มโอกาสเชิงพาณิชย์ให้ ลิเวอร์พูล มหาศาล
ลิเวอร์พูล ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (FSG) ขายหุ้นสโมสร 30% ให้กับกลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์ มูลค่าราว 1,650 ล้านปอนด์ (ประมาณ 72,600 ล้านบาท)

มากกว่าการได้เงินเสริมทัพ! เหตุผลที่กลุ่มทุนใหม่จะเพิ่มโอกาสเชิงพาณิชย์ให้ ลิเวอร์พูล มหาศาล

ลิเวอร์พูล ประกาศว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป หรือ เอฟเอสจี (FSG) เจ้าของทีม ได้ขายหุ้นของสโมสร 1 ใน 3 จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กับ 1892 โฮลดิ้งส์ (1892 Holdings) อย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าดีลดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 1,650 ล้านปอนด์ (72,600 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดซื้อขายนักเตะเพียงเล็กน้อย

1892 โฮลดิ้งส์ เป็นกลุ่มทุนที่นำโดย อามิต บาเทีย นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง และมีอภิมหาเศรษฐีชื่อดังอย่าง เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน (Amazon) รวมถึง เอดูอาร์โด้ เซเวอริน ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค (Facebook) ร่วมอยู่ด้วย โดยกลุ่มทุนดังกล่าวเข้าซื้อหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ของลิเวอร์พูล ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1,500-1,650 ล้านปอนด์

ดีลนี้ทำให้ทัพ "หงส์แดง" กลายเป็นสโมสรที่มีมูลค่าประเมินอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านปอนด์ (ราว 242,000 ล้านบาท) และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของสโมสร นับตั้งแต่ เอฟเอสจี เข้ามาเทคโอเวอร์สเมื่อปี 2010

การเข้ามามีส่วนร่วมของ เบซอส ซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลก ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า ลิเวอร์พูล อาจเปลี่ยนแนวทางและทุ่มเงินมากขึ้นในตลาดซื้อขายนักเตะ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคือ นโยบายการเสริมทัพของลิเวอร์พูลจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็ในระยะสั้น โดยเงินลงทุนระดับพันล้านปอนด์จากดีลครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับใช้ในการซื้อนักเตะ

กฎการเงินพรีเมียร์ลีกจำกัดการลงทุนในตลาดซื้อขายนักเตะ

กฎควบคุมการใช้จ่ายของพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนใหม่ไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะได้อย่างอิสระ

สำหรับกฎควบคุมการเงินของยูฟ่า ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2022 กำหนดให้สโมสรสามารถใช้จ่ายในส่วนของ ค่าตัวนักเตะ, ค่าเหนื่อย และค่าธรรมเนียมเอเจนต์ ได้ไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้สโมสร

นั่นหมายความว่า กลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์ รวมถึง เบซอส และ เซเวอริน ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ 271,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.22 ล้านล้านบาท) ไม่สามารถนำความมั่งคั่งส่วนตัวมาใช้ทุ่มเงินเสริมทัพให้ "เดอะ เร้ดส์" ได้โดยตรง

การลงทุนในเชิงกลยุทธ์ของ เอฟเอสจี

ด้าน เอฟเอสจี ได้ขายหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ของสโมสร โดยดีลดังกล่าวถูกนิยามว่าเป็น "การลงทุนเชิงกลยุทธ์" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ "ยกระดับเป้าหมายของสโมสรทั้งในและนอกสนาม"

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล สามารถได้รับประโยชน์จากการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ และอาจส่งผลต่อการเสริมทัพในอนาคต คือ การเพิ่มรายได้จากธุรกิจเชิงพาณิชย์ ผ่านความเชี่ยวชาญและเครือข่ายของบรรดานักลงทุนใน 1892 โฮลดิ้งส์

โอกาสทางธุรกิจสำคัญอาจเกิดขึ้นภายในปีหน้า เนื่องจากสัญญาของ "สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด" (Standard Chartered) ผู้สนับสนุนหลักบนหน้าอกเสื้อ และ "เอ็กซ์พีเดีย" (Expedia) ผู้สนับสนุนบริเวณแขนเสื้อ มีกำหนดสิ้นสุดลงในปี 2027

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลไม่ควรคาดหวังว่าจะได้เห็นโลโก้ "อเมซอน" (Amazon) ปรากฏบนหน้าอกเสื้อลิเวอร์พูลในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีกฎที่ป้องกันไม่ให้สโมสรทำสัญญาสปอนเซอร์ที่มีมูลค่าสูงเกินจริงและเชื่อมโยงกับเจ้าของสโมสรโดยตรง

ประเด็นสำคัญดีลการลงทุนในสโมสรลิเวอร์พูล

  • เอฟเอสจี ขายหุ้น ลิเวอร์พูล 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กับกลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์ (1892 Holdings) โดยดีลนี้มีมูลค่าประมาณ 1,650 ล้านปอนด์

  • กลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์ ประกอบด้วย อามิต บาเทีย, เอดูอาร์โด้ และ เอเลน เซเวอริน รวมทั้ง เจฟฟ์ เบซอส

  • การเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ จะไม่ส่งผลต่อการบริหารงานหลักของ เอฟเอสจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสร

  • บาเทีย จะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล

  • บาเทีย, เอเลน (ภรรยาของเอดูอาร์โด้ เซเวอริน) และ ไบรอัน โบม (ตัวแทนของเบซอส) จะร่วมเป็นบอร์ดบริหารของลิเวอร์พูล

  • เบซอส ถูกจัดให้เป็น "ผู้ลงทุนแบบพาสซีฟ อินเวสเตอร์ (Passive Investor)" หรือผู้ลงทุนที่ไม่มีบทบาทในการบริหารงานโดยตรง และจะไม่มีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของสโมสร



ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport