ฟาบริซิโอ โรมาโน่ : จากเด็กหนุ่มข้างถนนในมิลาน สู่ "เจ้าพ่อตลาดซื้อขาย"

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ : จากเด็กหนุ่มข้างถนนในมิลาน สู่ "เจ้าพ่อตลาดซื้อขาย"
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เหยี่ยวข่าวชาวอิตาลีวัย 33 ปี จากนักข่าวฟรีแลนซ์สร้างคอนเนกชันในมิลาน สู่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดซื้อขายนักเตะยุคดิจิทัล เจ้าของวลี 'Here we go!'

มีการแจ้งเตือนนึงบนโลกของฟุตบอลที่เขาว่ากันว่ามันทำให้คุณหยุดทุกสิ่งอย่างที่กำลังทำอยู่เพื่อหันมาเช็คข้อความ และนั่นคือวลี “Here we go!” ของ ฟาบริซิโอ โรมาโน่

เหยี่ยวข่าวชาวอิตาลีวัย 33 ปี ชายที่ถูกขนานนามว่าเป็นนักข่าวที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกฟุตบอลยุคดิจิทัล 

แต่อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ "นักข่าวฟรีแลนซ์" คนหนึ่งก้าวข้ามสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BBC หรือ Sky Sports ขึ้นมาเป็น ผู้วิเศษแห่งตลาดนักเตะได้? 

SIAMSPORT จะพาไปเจาะลึกถึงแก่นแท้ของปรากฏการณ์นี้ พร้อมกันที่นี่

มหาวิทยาลัยข้างถนน

จุดเริ่มต้นของ โรมาโน่ เริ่มจากการเขียนข่าวตั้งแต่อายุ 16 ปีให้กับเว็บไซต์เล็ก ๆ ในอิตาลี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเขาอายุ 18 ปี ขณะที่ย้ายมาเรียนต่อในมิลาน 

เพราะเขาไม่ได้เลือกนั่งเรียนทฤษฎีในห้องแถลงข่าวเพียงอย่างเดียว แต่เขาเลือกที่จะ “ลงถนน”

ในเวลานั้นมิลานในสายตาของ โรมาโน่ คือ "เมืองแห่งการซื้อขาย" 

เขาใช้เวลาทั้งวันเดินวนเวียนอยู่ตามโรงแรมหรู และร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เอเยนต์และผู้อำนวยการสโมสรมานั่งปิดดีลกัน 

โรมาโน่ เล่าว่าเขาต้องใช้ความอดทนอย่างสูงในการทำความรู้จักกับคนในวงการ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่โรงแรม พนักงานขับรถ ไปจนถึงเอเยนต์ตัวเล็ก ๆ ที่ในวันนั้นยังไม่มีใครสนใจ

ซึ่งเขาไม่ได้แค่ไปหาข่าว แต่เขาไปสร้าง “ความสัมพันธ์” โดยใช้หลักการสำคัญคือ “ความเคารพ” เขาเรียนรู้วิธีการจัดการข้อมูลว่าช่วงเวลาไหนควรเปิดเผย ช่วงเวลาไหนควรเงียบ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อการเจรจาของสโมสรและเอเยนต์

จนในที่สุด เครือข่ายของเขาก็ขยายตัว จนถึงขั้นที่นักเตะชื่อดังเป็นฝ่ายทัก WhatsApp มาหาเขาเพื่อถามถึงอนาคตของตัวเองเสียเอง

“Here we go!” วลีที่ไม่ได้มาจากการตลาด

หลายคนคิดว่าวลี “Here we go!” คือแผนการตลาดที่ถูกวางมาอย่างดี แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อประมาณ 8-9 ปีก่อน 

ในช่วงที่เขารายงานข่าวการย้ายทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากแฟนบอลถามย้ำแล้วย้ำอีกว่า "ดีลนี้จบหรือยัง?" เขาจึงพิมพ์คำนั้นออกไปเพื่อสื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การตอบรับที่ล้นหลาม แฟนบอลเริ่มโหยหาวลีนี้เพื่อเป็นการการันตีความมั่นใจ จนปัจจุบันมันกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ที่ทรงพลังถึงขนาดสโมสรฟุตบอลต้องดึงตัวเขาไปร่วมในวิดีโอเปิดตัวนักเตะ และยังถูกบรรจุลงในเกม EA Sports FC 25 อีกด้วย

แน่นอนว่าทุกความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และความสำเร็จของ โรมาโน่ ก็เช่นกัน 

เขาต้องแลกมาด้วยวิถีชีวิตที่เกือบจะตัดขาดจากคำว่า พักผ่อน ในช่วงตลาดซื้อขายเปิดทำการ เขาจะใช้งานโทรศัพท์เฉลี่ยสูงถึง 17-18 ชั่วโมงต่อวัน และนอนเพียงแค่ช่วงตี 5 ถึง 10 โมงเช้าเท่านั้น 

เขาอธิบายว่า สมาร์ทโฟนเปรียบเสมือน "มือที่สาม" และความคลั่งไคล้ในอะดรีนาลีนจากการได้เป็นคนแรกที่บอกข่าวคือ แรงผลักดันเดียวของเขา

อย่างไรก็ตาม ความเร็วไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เขาสนใจ โรมาโน่ เน้นย้ำว่า "ความแม่นยำ" สำคัญกว่า เพราะในโลกที่ข่าวลือและข้อมูลเท็จกระจายตัวได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย ความน่าเชื่อถือคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของนักข่าวนั่นเอง

รอยร้าวบนมงกุฎ

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ โดยไม่โดนด่า ในช่วงปี 2025-2026 โรมาโน่ เริ่มเผชิญกับพายุวิจารณ์ครั้งใหญ่ เขาถูกกล่าวหาว่าทำ “Engagement farming” หรือการโพสต์ข่าวซ้ำ ๆ โดยไม่มีข้อมูลใหม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดการมองเห็น 

กรณีที่รุนแรงที่สุดคือการโพสต์ข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ ดิโอโก้ โชต้า นักเตะลิเวอร์พูล หลายครั้งในวันเดียว จนถูกสโมสรเล็ก ๆ อย่าง เรอัล คักส์ ออกมาประณาม

นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมจากการรับงานโปรโมทภาพลักษณ์ให้กับหน่วยงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการปะทะกันทางหน้าสื่อกับ ฟลอเรียน เพลตเทนเบิร์ก นักข่าวจาก Sky Germany ที่กล่าวหาว่า โรมาโน่ รายงานข่าวเท็จเกี่ยวกับดีลของ ยัน ดิโอมองเด้

ปัจจุบัน ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยังคงเป็นเบอร์ 1 ในแง่ของปริมาณและอิทธิพล แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะเริ่มอิ่มตัว 

ล่าสุดเขาได้เปรยผ่าน LinkedIn ว่าอาจจะอยู่ในวงการนี้ในรูปแบบเดิมอีกไม่นาน และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่

ไม่ว่าคุณจะมองว่าเขาคือ นักข่าวที่ทรงเกียรติ หรือเป็นเพียง "อินฟลูเอนเซอร์" ที่แสวงหาเรตติ้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โรมาโน่ ได้ทำการ "ปฏิวัติ" การทำข่าวฟุตบอลไปอย่างสิ้นเชิง 

เขาทำให้ตลาดซื้อขายกลายเป็นความบันเทิงที่คนทั้งโลกเสพได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทำให้เห็นว่าในยุคนี้... ใครที่มีข้อมูลและมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุด คนนั้นคือผู้ชนะนั่นเอง

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport