พรีเมียร์ลีกมีอำนาจการใช้จ่ายมหาศาล แต่เหตุใดนักเตะระดับลุ้นบัลลงดอร์จึงยังเลือก เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และลีกอื่น มากกว่าย้ายมาอังกฤษ?
หาก วินิซิอุส จูเนียร์ ย้ายมา อาร์เซน่อล เขาจะเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่เลือกย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในช่วงที่กำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพ
ก่อนหน้านี้ อาร์เซน่อล พร้อมวางดาวยิงทีมชาติบราซิลเป็นเป้าหมายเบอร์หนึ่ง หากเจ้าตัวตัดสินใจอำลา เรอัล มาดริด และนักเตะวัย 26 ปีก็เปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วินิ จูเนียร์ ตัดสินใจต่อสัญญากับ เรอัล มาดริด ไปจนถึงปี 2032
เรื่องนี้สะท้อนความย้อนแย้งที่น่าสนใจของฟุตบอลอังกฤษ พรีเมียร์ลีกมีอำนาจการใช้จ่ายรวมที่แทบไม่มีลีกใดเทียบได้ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นลีกสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
แต่การดึงนักเตะระดับแคนดิเดต บัลลงดอร์ ที่สร้างชื่อจนเป็นซูเปอร์สตาร์มาแล้วกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
พรีเมียร์ลีกอาจไม่มีปัญหาในการดึงหรือรั้งตัวกองหลังและผู้รักษาประตูระดับแนวหน้า แต่เมื่อขยับขึ้นไปในพื้นที่เกมรุก ช่องว่างดังกล่าวกลับชัดเจนขึ้น เพราะบรรดาแนวรุกและกองกลางตัวรุกที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดยังมักเลือกเส้นทางอื่น
พรีเมียร์ลีกเก่งเรื่อง “สร้าง” ซูเปอร์สตาร์
นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้งในปี 1992 มีนักเตะเพียง 3 คนเท่านั้นที่คว้ารางวัล บัลลงดอร์ ขณะค้าแข้งอยู่กับสโมสรในลีกสูงสุดอังกฤษ ได้แก่ ไมเคิ่ล โอเว่น ของ ลิเวอร์พูล ในปี 2001, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2008 และ โรดรี้ ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2024
กล่าวได้ว่า พรีเมียร์ลีกทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการสร้างสภาพแวดล้อมให้นักเตะพรสวรรค์ก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
เดนนิส เบิร์กแคมป์ ย้ายมา อาร์เซน่อล หลังช่วงเวลาที่ไม่ประสบความสำเร็จกับ อินเตอร์ มิลาน ก่อนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะทรงอิทธิพลที่สุดของพรีเมียร์ลีก
เอริก คันโตน่า เคยแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในฝรั่งเศสและกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคบุกบเกพรีเมียร์ลีก
เธียร์รี่ อองรี ย้ายมาอาร์เซน่อลหลังช่วงเวลาที่ไม่โดดเด่นกับ ยูเวนตุส ก่อนพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในกองหน้าชั้นยอดของยุค
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในวัยเพียง 18 ปี ก่อนคว้าบัลลงดอร์ 5 ปีต่อมา และย้ายไป เรอัล มาดริด ในช่วงซัมเมอร์ถัดไป
เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นตัวอย่างร่วมสมัยที่ชัดเจน ดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดในยุโรปตอนย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มา แมนฯ ซิตี้ ในปี 2022 แต่ระดับของเขาในอังกฤษก็ยังสูงขึ้นไอีก
นี่แตกต่างจากการเซ็นสัญญานักเตะอย่าง วินิซิอุส หลังจากเจ้าตัวคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก หลายสมัย และกลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกไปแล้ว
เคยมีซูเปอร์สตาร์ย้ายมา แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่วงพีก
แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น แต่ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังจำนวนมากที่ย้ายมาเล่นในอังกฤษ มักเป็นช่วงหลังผ่านจุดสูงสุดของอาชีพไปแล้ว
กรณีที่ใกล้เคียงกับ วินิซิอุส มากที่สุดอาจเป็น อันเดร เชฟเชนโก้ ซึ่งย้ายจาก เอซี มิลาน มา เชลซี ในปี 2006 ด้วยวัย 29 ปี
เชฟเชนโก้ คว้าบัลลงดอร์เพียง 2 ปีก่อนหน้านั้น และจบอันดับ 5 ในปี 2005 ทำให้เขาเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ระดับโลกไม่กี่รายที่ย้ายมาพรีเมียร์ลีก ขณะที่ยังอยู่ใกล้กับช่วงพีกของอาชีพ
นักเตะเจ้าของบัลลงดอร์อย่าง รุด กุลลิต และ จอร์จ เวอาห์ ก็เคยย้ายมา เชลซี แต่เกิดขึ้นในช่วงปลายอาชีพ เช่นเดียวกับ โรนัลโด้ ที่กลับมา แมนฯ ยูไนเต็ด ในวัย 36 ปี, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ย้ายมาในวัย 34 ปี และ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ที่เซ็นสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ตอนอายุ 30 ปี
ลีกที่ร่ำรวยที่สุดไม่ได้ซื้อ “กาลาคติโก” แบบเซเรีย อา
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เซเรีย อา เป็นทั้งลีกที่ร่ำรวยมหาศาลและเป็นศูนย์รวมของนักเตะชื่อดังที่สุดในโลก
ดีเอโก้ มาราโดน่า ย้ายจาก บาร์เซโลน่า ไป นาโปลี, โรนัลโด้ ย้ายจาก บาร์ซ่า ไป อินเตอร์ ขณะที่ มิเชล พลาตินี่, มาร์โก ฟาน บาสเท่น, โลธาร์ มัทเธอุส และ ซีเนดีน ซีดาน ต่างใช้ช่วงเวลาสำคัญของอาชีพค้าแข้งในอิตาลี
แต่ความมั่งคั่งของพรีเมียร์ลีกกลับสร้างตลาดซื้อขายที่แตกต่างออกไป
สโมสรอังกฤษใช้เงินมหาศาล แต่เงินจำนวนมากถูกกระจายไปกับการสร้างขุมกำลังเชิงลึก หรือซื้อผู้เล่นที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วภายในลีก
อเล็กซานเดอร์ อิซัค, มอร์แกน โรเจอร์ส, เอลเลียต แอนเดอร์สัน, มอยเซส ไกเซโด้, เดแคลน ไรซ์ และ แจ็ค กรีลิช ต่างเคยย้ายระหว่างสโมสรพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวมากกว่า 100 ล้านปอนด์
ขณะที่นักเตะอย่าง โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ย้ายมาจากต่างประเทศพร้อมชื่อเสียงระดับสูง แต่ยังมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดของอาชีพให้พิสูจน์ต่อไป
แนวทางของพรีเมียร์ลีกจึงดูเหมือนจะเน้นการสร้างขุมกำลังที่มีนักเตะระดับสูง 18-22 คน ซึ่งสามารถรับมือกับฤดูกาลอันหนักหน่วง มากกว่าการทุ่มเงินคว้าซูเปอร์สตาร์เพียงรายเดียวในแบบ “กาลาคติโก”
เมื่อมีทางเลือก นักเตะระดับท็อปยังมองสเปน
เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ยังคงเป็นสองสโมสรที่ทีมอังกฤษแข่งขันด้วยได้ยาก เมื่อผู้เล่นที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกเข้าสู่ตลาด
จู๊ด เบลลิงแฮม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังย้ายจาก เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ไป ดอร์ทมุนด์ เพื่อพัฒนาตัวเอง ก่อนเลือกย้ายไปมาดริด แทนที่จะกลับมาเล่นในประเทศบ้านเกิด
เขายังเป็นนักเตะคนเดียวที่เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ในยุคพรีเมียร์ลีก โดยไม่เคยลงสนามในพรีเมียร์ลีก
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ เคยตกเป็นข่าวกับหลายสโมสร ก่อนทำตามความฝันในการย้ายไปสวมเสื้อ "ราชันชุดขาว" ขณะที่ เนย์มาร์ เลือก บาร์เซโลน่า เหนือความสนใจจากสโมสรพรีเมียร์ลีกเมื่อย้ายจาก ซานโตส ในปี 2013 ส่วนหนึ่งเพราะโอกาสได้เล่นร่วมกับ ลีโอเนล เมสซี่
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ไป เรอัล มาดริด หนึ่งปีหลังคว้าบัลลงดอร์ ขณะที่ หลุยส์ ซัวเรซ ย้ายไป บาร์ซ่า เพียงไม่กี่เดือนหลังคว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกและรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA กับ ลิเวอร์พูล
แกเร็ธ เบล และ เอแด็น อาซาร์ ต่างย้ายจากลอนดอนไป มาดริด หลังสร้างชื่อจนเป็นหนึ่งในนักเตะชั้นนำของพรีเมียร์ลีก โดย เบล ย้ายจาก สเปอร์ส ในปี 2013 หลังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA เป็นครั้งที่สอง ส่วน อาซาร์ ย้ายจาก เชลซี ไป เรอัล มาดริด ในอีก 6 ปีต่อมา
แฮร์รี่ เคน เลือกย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไป บาเยิร์น มิวนิค แม้ขณะนั้นจะตามหลังสถิติดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกของ อลัน เชียเรอร์ ที่ 260 ประตูเพียง 47 ลูก
แล้วทำไมสเปนยังมีแรงดึงดูด?
แน่นอนว่าสเปนมีปัจจัยด้านสภาพอากาศ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงภาษาและวัฒนธรรมที่คุ้นเคยสำหรับนักเตะจากอเมริกาใต้ แต่แรงดึงดูดนั้นลึกกว่านั้น
เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า มีสถานะเป็น “ปลายทาง” ของนักฟุตบอลระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากประวัติศาสตร์ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฐานแฟนบอลทั่วโลก และความเชื่อมโยงกับรางวัลส่วนบุคคลอย่างบัลลงดอร์
ทั้งสองสโมสรต่างเคยให้ความสนใจ โรดรี้ ในช่วงซัมเมอร์นี้
ขณะเดียวกัน ฮาลันด์ คือหลักฐานว่าพรีเมียร์ลีกสามารถดึงตัวนักเตะระดับท็อปในช่วงต้นอาชีพได้ แมฯ ซิตี้ คว้าตัวเขาจาก ดอร์ทมุนด์ ในวัย 21 ปี ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นหนึ่งในกองหน้าหมายเลข 9 ที่น่าเกรงขามที่สุดในโลก
แต่แม้กระทั่งอนาคตของ ฮาลันด์ ก็ยังสะท้อนแรงดึงดูดของ เรอัล มาดริด
ระหว่างฟุตบอลโลก 2026 อัลฟี่ ฮาลันด์ บิดาของดาวยิง "เรือใบสีฟ้า" ถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ลูกชายจะย้ายไปเล่นในถิ่นซานติอาโก เบร์นาเบว ก่อนตอบว่า แม้ ฮาลันด์ จะมีความสุขกับ แมนฯ ซิตี้ และมีสัญญาระยะยาว แต่ผู้เล่นทุกคนก็ต้องการเล่นให้ เรอัล มาดริด
คำพูดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการย้ายทีมกำลังจะเกิดขึ้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงสถานะของ เรอัล มาดริด ได้เป็นอย่างดี
ท้ายที่สุด พรีเมียร์ลีกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สามารถเป็นเวทีสร้างซูเปอร์สตาร์ระดับโลกได้ แต่การโน้มน้าวให้นักเตะที่อยู่บนจุดสูงสุดเลือกพรีเมียร์ลีก และการรั้งตัวผู้เล่นที่ก้าวขึ้นไปถึงจุดนั้นกับลีกอังกฤษเอาไว้ให้นานที่สุด ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากกว่า
และกรณี วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เลือกต่อสัญญากับ เรอัล มาดริด จนถึงปี 2032 ก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของเรื่องนี้อย่างชัดเจนลีโอเนล เมสซี่