จาก ลีก วัน สู่สวรรค์ ยูโรปา! เจาะเส้นทาง ซันเดอร์แลนด์ คัมแบ็กถ้วยยุโรปรอบ 53 ปี

จาก ลีก วัน สู่สวรรค์ ยูโรปา! เจาะเส้นทาง ซันเดอร์แลนด์ คัมแบ็กถ้วยยุโรปรอบ 53 ปี
ใครจะไปเชื่อว่าสโมสรที่ยังจมปลักอยู่ใน ลีก วัน (ดิวิชั่น 3 อังกฤษ) เมื่อต้นปี 2022 จะสามารถก้าวขึ้นมาประกาศศักดาคว้าตั๋ว ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จในวันนี้

แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นหลังจาก "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ เปิดบ้านทุบ "สิงห์บลูส์" เชลซี ไปอย่างสุดมันส์ 2-1 ในเกมนัดปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้พวกเขาทะยานจบอันดับ 7 ของตาราง คว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปี!

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม 2022 เทร ฮูม กองหลังชาวไอร์แลนด์เหนือ ย้ายจากลินฟิลด์มาร่วมทีมซันเดอร์แลนด์ด้วยค่าตัวเพียง 200,000 ปอนด์ ในตอนนั้นสโมสรให้สัญญากับเขาว่า "สโมสรกำลังมองหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้" 4 ปีผ่านไป คำพูดในวันนั้นกลายเป็นความจริงที่เกินจินตนาการ เมื่อ ฮูม กลายเป็นผู้ทำประตูสำคัญช่วยส่ง "แมวดำ" ทะยานสู่เวทียุโรปได้สำเร็จ!

"ปีที่แล้วมันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เพราะการได้เล่นในพรีเมียร์ลีกคือความฝันของผม" ฮูม กล่าวกับ BBC Match of the Day "ผมไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมาถึงจุดที่ได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป แต่เราทำได้แล้ว และเราจะทุ่มเททุกอย่างในฤดูกาลหน้า"

พลิกชะตาด้วยมันสมองของ "เรชิส เลอ บรีส์ " 

หากย้อนดูเส้นทาง 4 ปีที่แล้ว ซันเดอร์แลนด์ เพิ่งจะเอาชนะ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟ ลีก วัน ที่เวมบลีย์ เพื่อเลื่อนชั้นขึ้นสู่แชมเปียนชิพ ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กราฟของสโมสรพุ่งทะยานอย่างเหลือเชื่อเกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อพวกเขาตัดสินใจแต่งตั้ง เรชิส เลอ บรีส์  กุนซือชาวฝรั่งเศสเข้ามาคุมทัพ

เลอ บรีส์ พาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกผ่านการเพลย์ออฟอย่างระทึกขวัญเมื่อฤดูกาลก่อน ด้วยประตูชัยในนาทีบาปของ ทอม วัตสัน ที่พบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และในฤดูกาลนี้ (2025/26) แทนที่พวกเขาจะต้องดิ้นรนหนีตายเหมือนทีมน้องใหม่อื่นๆ ซันเดอร์แลนด์ กลับหักปากกาเซียนทุกสำนักด้วยการจบอันดับที่ 7 ของตาราง เก็บได้ถึง 54 คะแนน (ชนะ 14 เสมอ 12 แพ้ 12) ห่างจากพื้นที่ แชมเปียนส์ ลีก (ลิเวอร์พูล อันดับ 5) เพียงแค่ 6 คะแนนเท่านั้น

สถิตินี้ทำให้ ซันเดอร์แลนด์ กลายเป็นทีมน้องใหม่ที่ทำแต้มได้สูงที่สุดนับตั้งแต่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำไว้ในปี 2020-21 (59 คะแนน) และเป็นทีมน้องใหม่ที่จบอันดับดีที่สุดนับตั้งแต่ วูล์ฟแฮมป์ตัน ทำไว้ในปี 2018-19

น่าทึ่งไปกว่านั้น ซันเดอร์แลนด์ในฤดูกาลนี้กลายเป็นจอมล้มยักษ์อย่างแท้จริง พวกเขาเอาชนะ เชลซี ได้แบบไป-กลับ ตบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมคู่อริร่วมภาคอีสานได้ทั้งเหย้าและเยือน และยังยันเสมอแชมป์เก่าอย่างลิเวอร์พูล แลัทีมลุ้นแชมป์อย่าง อาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รวมทั้งทีมฟอร์มแรงครึ่งซีซั่นหลังอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด ได้อย่างยอดเยี่ยม

ถอดโมเดลซื้อขายสไตล์ "เยอรมัน": ลงทุนหนัก แต่ต้อง 'ฉลาด'

ความสำเร็จของซันเดอร์แลนด์ในครั้งนี้ ทำให้นึกถึงโมเดลการสร้างทีมของสโมสรในเยอรมนี ที่เน้นระบบทีมเวิร์กและการซื้อตัวผู้เล่นที่ตอบโจทย์แท็กติกมากกว่าการซื้อซูเปอร์สตาร์ดังก้องโลก

หลังเลื่อนชั้นขึ้นมา บอร์ดบริหารไฟเขียวงบประมาณกว่า 161 ล้านปอนด์ คว้าตัวผู้เล่นใหม่เข้ามาถึง 15 ราย ซึ่งหลายฝ่ายเคยกังขาว่าการเปลี่ยนสายเลือดใหม่ยกชุดอาจทำให้ทีมพังครืน เหมือนอย่าง เลสเตอร์, เซาแธมป์ตัน หรือ อิปสวิช ในปีก่อนๆ ที่ละเลงเงินรวมกันกว่า 276.5 ล้านปอนด์ แต่จับมือกันตกชั้น ทว่า เลอ บรีส์  พิสูจน์ให้เห็นว่า "การจ่ายเงินเยอะไม่ได้รับประกันการรอดตกชั้น แต่การจ่ายเงินเยอะอย่างชาญฉลาดต่างหากคือคำตอบ"

เบื้องหลังเม็ดเงิน 161 ล้านปอนด์ ถูกกระจายไปยังจุดสำคัญอย่างแม่นยำ นำทัพโดย ฮาบิบ ดิยาร์รา มิดฟิลด์พลังไดนาโมที่ย้ายมาจากสตราส์บูร์กด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 30 ล้านปอนด์ ตามมาด้วยแดนหน้าความหวังใหม่ ไบรอัน บร็อบบีย์ ดาวยิงจากอาแจ็กซ์ (17.4 ล้านปอนด์) ซึ่งตอบแทนด้วยการซัดไป 7 ประตูในลีก ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีม และการได้เทคนิคชั้นยอดของ เอ็นโซ เลอ เฟ (19.3 ล้านปอนด์) มาช่วยสร้างสรรค์เกม

แต่ดีลที่คอพรีเมียร์ลีกต้องยกนิ้วให้คือการดึง กรานิต ชาก้า อดีตห้องเครื่องอาร์เซน่อลและชุดไร้พ่ายของเลเวอร์คูเซ่น มาร่วมทัพด้วยค่าตัวเพียง 13 ล้านปอนด์ ประสบการณ์ความเป็นผู้นำของเขาผสมผสานกับความเก๋าของ นอร์ดี มูกีเล่ ปราการหลังที่ยืมมาจากเปแอสเช ได้อย่างลงตัวจนกลายมาเป็นกระดูกสันหลังคอยประคองบรรดาดาวรุ่งพลังหนุ่มอย่าง โนอาห์ ซาดิกิ และผู้รักษาประตูจอมหนึบอย่าง โรบิน รูฟส์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เลอ บรีส์ หลอมรวมฟันเฟืองเหล่านี้จนกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งกว่ามูลค่าตัวเงินหลายเท่านัก

ชาก้า นำเอา "วินัย และความเป็นผู้นำ"มาติดตั้งให้กับทีมพลังหนุ่มของซันเดอร์แลนด์ ในฤดูกาลนี้ เขาสวมปลอกแขนกัปตันทีม บัญชาเกมแดนกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นโครงสร้างหลักในระบบ 4-1-2-3 ของกุนซือ เลอ บรีส์ ที่เน้นการตั้งรับอย่างเหนียวแน่นในแดนตัวเอง และใช้วิธีการเล่นที่ดุดัน แม่นยำ ชนะการปะทะบนพื้นสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 54.1%

บททดสอบขั้นต่อไปบนเวทียุโรป

เจอร์เมน เบ็คฟอร์ด อดีตกองหน้าพรีเมียร์ลีก ชื่นชมว่า "เลอ บรีส์  ทำหน้าที่ได้อย่างเหลือเชื่อ เขารวบรวมผู้เล่นหน้าใหม่และเก่าเข้าด้วยกัน และทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่างหากตั้งใจ"

จากทีมในลีกลีกวัน สู่การเดินทางไปเยือนสนามต่างๆ ทั่วในทวีปยุโรปในฤดูกาลหน้า ความท้าทายครั้งใหญ่ของ ซันเดอร์แลนด์ คือการรักษา "โมเมนตัม" และการบริหารขนาดทีมเพื่อสู้ศึกทั้งในประเทศและถ้วยยุโรป แฟนบอล "เดอะ แบล็กแคตส์" เตรียมตัวให้พร้อม เพราะสถานีต่อไปของพวกเขาคือ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก!



ที่มาของภาพ : Gettyimages / Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport