ซีซั่นแห่งสถิติและการบอกลา! 7 ประเด็นน่าสนใจปิดฉากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26

ซีซั่นแห่งสถิติและการบอกลา! 7 ประเด็นน่าสนใจปิดฉากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ โดย มิเกล อาร์เตต้า สามารถลบล้างความผิดหวัง 3 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ ด้วยการนำ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ยุติช่วงเวลา 22 ปีแห่งการรอคอย และปิดฉากคำว่า "ยาม" เฝ้าถ้วยด้วย ขณะเดียวกันซีซั่นนี้ดูเหมือนจะเป็นฤดูกาลแห่งการลาอย่างแท้จริง ทั้ง โม ซาลาห์ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่อำลา ลิเวอร์พูล นอกจากนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ จอห์น สโตน์ส ก็โบกมือลา แมนฯ ซิตี้

1.  อาร์เซน่อล 22 ปีที่รอคอยอย่างมีความหวัง

    ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อน อาร์เซน่อล เป็นเพียงแค่พระรองมาตลอด จนโดนแฟนบอลหลายทีมล้อเลียนว่าเป็น "นางเอก" บ้างล่ะ, "ยาม" บ้างล่ะ ถึงขนาดมีการนำเพลงฮิตของวงลาบานูน มาร้องแหย่กันเล่นสนุกสนานในสื่อสังคมออนไลน์ตอนที่พวกเขาฟอร์มสะดุด

    อย่างไรก็ตาม มิเกล อาร์เตต้า สามารถปรับคับประคองทีมให้ผ่านพ้นวิกฤติและแรงกดดันต่างๆ ได้สำเร็จ จนในที่สุดก็สามารถผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 22 ปี และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยที่ 14 ของทัพ "ปืนใหญ่" ด้วย

    อาร์เซน่อล ยังมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสร ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะพบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ งานนี้ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" พร้อมสู้ถวายหัว เพื่อจะนำโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาประดับสโมสรเป็นสมัยแรก และจะทำให้การจัดขบวนแห่แชมป์เต็มไปด้วยความสุขแบบทวีคูณ

2. บรูโน่ ทำลายสถิติแอสซิสต์

    คำว่า "เดอะ แบก" สำหรับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่ใช่เรื่องเกินจริง โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้เพราะเขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับ 3 พร้อมคว้าโควตากลับไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

    นอกจากนี้ แฟร์นันด์ส ยังได้จารึกชื่อตัวเองในฐานะนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกต่อซีซั่น  ด้วยการทำไป 21 แอสซิสต์ แซงหน้า เธียร์รี่ อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์ ที่ทำคนละ 20 แอสซิสต์ไปเรียบร้อยแล้ว

    เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโปรตุเกส ยังเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสได้มากถึง 136 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป โดยคนล่าสุดที่ทำได้ก็คือ เดอ บรอยน์ ในฤดูกาล 2019/20 (136 ครั้ง) 

    ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ แฟร์นันด์ส จะได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2025/26 และแข้งชายยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลอังกฤษ (FWA) รวมทั้งรางวัลเพลย์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมประจำซีซั่นด้วย

3. ซาลาห์ ลาหงส์พร้อมสถิติใหม่

    การจากลาเป็นสัจจะธรรมของชีวิต! โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อำลา ลิเวอร์พูล อย่างเป็นทางการหลังจบเกมเสมอ เบรนท์ฟอร์ด 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากสาวก "เดอะ ค็อป" ดังสนั่นหวั่นไหวในสนามแอนฟิลด์ 

    ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็น "บังโม" ร้องไห้ แต่นี่คือการร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เพราะเขากับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ปิดฉาก 9 ปีกับสโมสรด้วยความสำเร็จมากมายทั้งในระดับส่วนตัวและกับทีม 

    ซาลาห์ กลายเป็นตำนานของลิเวอร์พูล ไปแล้วโดยเกมล่าสุดที่ทำ 1 แอสซิสต์ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะ "หงส์แดง" ที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีก 93 ครั้งแซงหน้า สตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปเรียบร้อยแล้ว

    สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล แน่นอนว่า ซาลาห์ คือหนึ่งในนักเตะพวกเขารักที่สุด ไม่ใช่แค่ความสำเร็จที่เขาสร้างเอาไว้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความจงรักภักดีและทุ่มเทเพื่อสโมสรแห่งนี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะอยู่ในหัวใจของ "เดอะ ค็อป" ตลอดไป 

4. บอร์นมัธ-ซันเดอร์แลนด์ สร้างประวัติศาสตร์สโมสร

    ต้องยอมรับว่าฤดูกาลนี้ บอร์นมัธ กับ ซันเดอร์แลนด์ สร้างผลงานได้น่าเซอร์ไพรส์มากๆ เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ลงทุนกับขุมกำลังเชิงลึกของพวกเขาเทียบไม่ได้เลยกับบรรดาบิ๊กซิกซ์ในพรีเมียร์ลีก 

    เริ่มจาก บอร์นมัธ ที่ทำผลงานไร้พ่าย 18 เกมติดต่อกัน และมีลุ้นตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามการจบอันดับ 6 ทำให้พวกเขาคว้าโควตาไปเล่นยูโรปา ลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ 127 ปีของสโมสรเลยทีเดียว ถือเป็นการทิ้งทวนที่ยอดเยี่ยมของ อันโดนี่ อิราโอล่า จริงๆ 

    ขณะที่ ซันเดอร์แลนด์ ก็ไม่ธรรมดา พวกเขาเพิ่งจะเลื่อนชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และหลายคนปรามาสว่าคงจะต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหนีตกชั้น แต่กลายเป็นว่าทัพ "แมวดำ" ทำผลงานได้อย่างสุดยอด สามารถจบอันดับ 7 ได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรปา ลีก และเป็นการคืนสังเวียนบนถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบ 52 ปี

    งานนี้ต้องปรบมือและยกเครดิตให้กับ อิราโอล่า (บอร์นมัธ) กับ  เรจิส เลอ บริส (ซันเดอร์แลนด์) ที่สามารถปลุกปั้นทีมเล็กๆ เบี้ยน้อยหอยน้อย แต่กลายเป็นทีมที่อันตราย และสู้กับพวกยักษ์ใหญ่ได้อย่างสนุกเลยทีเดียว 

 5. สเปอร์ส รอดตาย-เวสต์แฮม โบกมือลา

    ใครจะไปคิดว่าสโมสรใหญ่อย่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด จะต้องลุ้นหนีตายกันในเกมสุดท้าย โดยถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมากสำหรับแฟนบอลของทั้งสองสโมสรจริงๆ

    สเปอร์ส ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ยูโรปา ลีก เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และวาดฝันจะสานต่อความสำเร็จในฤดูกาลนี้ แต่กลายเป็นว่าผลงานของพวกเขาสาละวันเตี้ยลง ต้องเปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นจาก แอนจ์ ปอสเตโคกลู มาเป็นโธมัส แฟร้งก์ ตามด้วย อิกอร์ ทูดอร์ ก่อนจะมาได้ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์จนอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก

    ขณะที่ เวสต์แฮม ฟอร์มกระท่อนกระแท่นมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายที่ไม่สามารถเก็บแต้มได้อย่างที่ต้องการ และต้องมาลุ้นในเกมสุดท้ายโดยจะต้องเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด และภาวนาให้ สเปอร์ส แพ้ เอฟเวอร์ตัน

แม้ภารกิจแรกของทัพ "ขุนค้อน" จะทำได้สำเร็จด้วยการทุบ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด 3-0 แต่ภารกิจแช่ง "ไก่เดือยทอง" ไม่สำเร็จเพราะพวกเขาเฉือนชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0 นั่นหมายความว่า เวสต์แฮม ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้า  

6. เป๊ป วางมือหมดยุดทอง แมนฯซิตี้

    หนึ่งในเรื่องสุดช็อกสำหรับฤดูกาลนี้ก็คือการที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประกาศอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังประสบความสำเร็จมากมายตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เข้ามากุมบังเหียนในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม

    กวาร์ดิโอล่า รับงานคุม "เรือใบสีฟ้า" เมื่อปี 2016 โดยตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษเขานำทีมคว้าแชมป์ถึง 20 รายการ รวมทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย รวมทั้งสร้างประวัติศาสตร์กับสโมสรด้วยการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อปี 2023 ด้วย

    แม้ว่าฤดูกาลนี้ เป๊ป ไม่สามารถนำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และเป็นการพลาดแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียน แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ทิ้งทวงด้วยการนำทีมคว้าแชมป์คาราบาว คัพ กับ เอฟเอ คัพ 

    หลังจากหมดยุคทองของ เป๊ป แล้ว เชื่อว่าแฟนบอลหลายทีมเริ่มวาดฝันถึงโอกาสที่พวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ขณะเดียวกันคนที่จะเข้ามาสานต่องานจากเจ้าตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น เอ็นโซ่ มาเรสก้า คงเจอแรงกดดันมหาศาล เพราะ นายใหญ่ชาวสแปนิช สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซเอาไว้ ดังนั้นการที่จะทำให้ได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงมันยากมาก 

7. ความล้มเหลวของ เชลซี

    ถือว่าเป็นความล้มเหลวสิ้นดีสำหรับ เชลซี ที่ไม่ได้โควตาไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า หลังพวกเขาจบอันดับ 10 ทั้งๆ ที่ช่วงต้นซีซั่น "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูดีมีราศีอย่างมากจากการคว้าแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ เอาฤกษ์เอาชัย

    ปัญหาภายในสโมสรคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เชลซี ผลงานน่าผิดหวัง นอกจากนี้พฤติกรรมของนักเตะก็มีส่วนด้วย เพราะทีมทำสถิติโดนใบแดงเยอะสุดถึง 8 ใบแดง และหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นในเกมสุดท้ายของซีซั่นที่แพ้ ซันเดอร์แลนด์ 1-2 ซึ่งทีมต้องการชัยชนะเพื่อโอกาสคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป 

    แน่นอนว่า เชลซี จะได้กุนซือใหม่ก็คือ ชาบี อลอนโซ่ ที่จะต้องเข้ามากอบกู้ซากปรักหักพังและก่อร่างสร้างทีมขึ้นใหม่ หากคิดในมุมบวกการไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป ทำให้นักเตะมีเวลาพักมากขึ้น และโพกัสเฉพาะเกมภายในประเทศ

    งานนี้ อลอนโซ่ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกทีมใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยแข้งชั้นนำ และอีโก้สูง ถ้าหากทำไม่ได้บอกเลยว่าชะตากรรมของ "คุณชาย" ก็ไม่ต่างอะไรกับตอนที่อยู่ เรอัล มาดริด !!!








ที่มาของภาพ : gettyimages. reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport