ความสำเร็จของ มิเกล อาร์เตต้า ในการนำ อาร์เซน่อล หวนคืนสู่บัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่ใช่จุดสูงสุดในอาชีพของเขา เพราะหลังจากนั้นไป "พี่ต้า" เตรียมสถาปนา "ปืนใหญ่" สู่การเป็นจ้าวลูกหนังเมืองผู้ดีในอนาคต
สำหรับการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ 6 ของการเป็นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษนั้น ทำให้ อาร์เตต้า อยู่ในกลุ่มเดียวกับกุนซือระดับตำนานอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่คว้าแชมป์ลีกสมัยแรก (ซึ่งเปลี่ยนชื่อว่า ดิวิชั่น 1 เป็นพรีเมียร์ลีก) ในซีซั่นที่ 6 ที่ "ป๋า" อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหลังจากนั้นเขาก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเพิ่มอีก 12 สมัย (รวม 13 สมัย)
ไม่มีใครบอกว่า "พี่ต้า" จะคว้าแชมป์ได้อีกเป็นสิบๆ สมัย แต่ก็ไม่ควรตัดความเป็นไปได้ว่าแชมป์ครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ อาร์เตต้า เพิ่งอายุ 44 ปี และความกระตือรือร้นรวมถึงพลังในการทำงานของเขานั้นโดดเด่นมาก
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คว้าแชมป์ลา ลีกา สมัยแรกตอนอายุ 38 ปี และหลังจากนั้นก็ได้แชมป์ลีกอีก 11 สมัย ที่สำคัญ กุนซือสมองเพชร ดูเหมือนจะอำลาเวทีฟุตบอลอังกฤษ พอดีกับช่วงที่ อาร์เตต้า กำลังฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดในอาชีพผู้จัดการทีมของเขา
- ใส่ใจทุกรายละเอียดแม้โดนล้อเลียน
อาร์เตต้า ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์และผู้ช่วยของ กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นาน 3 ปีครึ่ง นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะมีคุณสมบัติหลายอย่างคล้ายกับอาจารย์ของเขา โดยเฉพาะความใส่ใจในรายละเอียดทุกเรื่องอย่างเข้มข้น
มีพวกนักวิเคราะห์บางคนอาจหัวเราะเยาะสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น “ลูกเล่นในสนามซ้อม” เช่น การมีสุนัขชื่อ “วิน” (Win) และการเปิดเพลง ยู วิลล์ เนเวอร์ วอล์ค อะโลน (You'll Never Walk Alone) เพลงประจำของ ลิเวอร์พูล ก่อนเกมเยือนถิ่นแอนฟิลด์ แต่ในความเป็นจริง อาร์เตต้า กำลังมองหาความได้เปรียบอยู่เสมอ ไม่ว่าวิธีนั้นจะแปลกแค่ไหน หรืออาจถูกวิจารณ์ก็ตาม
การอำลาของ กวาร์ดิโอล่า มีรายงานว่า เอ็นโซ่ มาเรสก้า จะได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่ง และต่อให้เขาทำผลงานได้ดีเพียงใดก็ตาม แต่ "เรือใบสีฟ้า" จะไม่แข็งแกร่งเท่าเดิม เพราะเป๊ป คือคนที่ไม่มีใครแทนที่ได้
- อาร์เตต้า ขยายสัญญาสานต่อความสำเร็จยุคไร้เป๊ป
เมื่อ กวาร์ดิโอล่า อำลาถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม หลังเกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ขณะที่ อาร์เตต้า ซึ่งสัญญาปัจจุบันจะหมดลงหลังจบซีซั่นหน้า เตรียมที่จะขยายสัญญาใหม่ นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่เขาจะสานต่อความสำเร็จในการนำ อาร์เซน่อล ครองความยิ่งใหญ่ในลีกยุคไร้ "เป๊ป"
นอกจาก อาร์เตต้า ที่เตรียมจะต่อสัญญาใหม่ บรรดนักเตะคีย์แมน อย่าง บูกาโย่ ซาก้า ก็เพิ่งขยายสัญญา ขณะที่ เดแคลน ไรซ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทีมชุดนี้ จะเป็นรายต่อไป ผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เชื่อมั่นในแนวทางของสโมสรเท่านั้น แต่ยังเชื่อมั่นในตัว "พี่ต้า" ด้วย นี่คือสโมสรและทีมงานที่มีทิศทางชัดเจนว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ
แน่นอนว่า มิเกล อาร์เตต้า แอนด์ โค. มีทิศทางในการพัฒนาที่สโมสรอื่นขาดไป และไม่ว่าจะมีหลายคนที่ไม่ค่อยชื่นชอบวิธีการบางอย่างของพวกเขา แต่ทีมชุดนี้ก็มีความชัดเจนทั้งในวิธีการเล่นและแนวทางในการแข่งขัน
- ทิศทางการสร้างทีมชัดเจน
การจัดระบบทีม วินัยการเล่น และเกมรับที่แข็งแกร่ง ทำให้ อาร์เซน่อล เสียเพียง 26 ประตูในพรีเมียร์ลีก (ก่อนเกมสุดท้ายวันอาทิตย์นี้) และเสียเพียง 6 ประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (ก่อนนัดชิง วันที่ 30 พ.ค.) ฤดูกาลนี้
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า อาร์เซน่อล มีรากฐานที่แข็งแกร่งมากสำหรับความสำเร็จในอนาคต และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ "ปืนใหญ่" จะมีโอกาสป้องกันแชมป์ลีกได้สบายๆ ในฤดูกาลหน้า
- เรียนรู้ตลอดเวลา
อาร์เตต้า อยู่ในเส้นทางการเรียนรู้มาตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนจุดสูงสุดของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียนในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เขาเติบโตและพัฒนาในฐานะผู้จัดการทีมอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของฤดูกาลนี้ คือวิธีที่รับมือกับเสียงวิจารณ์ และความกังขาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความสามารถของเขาและทีมในการปิดจ็อบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หลังพลาดตกม้าตายมา 3 ซีซั่นติดต่อกัน แต่สุดท้าย "พี่ต้า" และทีมสตาฟฟ์ก็ทำได้สำเร็จ
นอกจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว อาร์เตต้า ยังมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ในการคว้าโทรฟี่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกของสโมสร หากเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในเกมนัดชิง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า อาร์เตต้า จบภารกิจ แต่หากมันคือจุดเริ่มต้นในการสร้างอาณาจักรแห่งความยิ่งใหญ่ของ อาร์เซน่อล ต่างหาก !!!