ต้องยอมรับว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือผู้จัดการทีมที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ และดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เขาไม่ได้แค่พาทีมคว้าแชมป์เท่านั้น แต่ยังปฏิวัติวงการลูกหนังเปลี่ยนทั้งวิธีการดูเกมและวิธีการเล่นฟุตบอลไปโดยสิ้นเชิง
นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง เป็นตำนานที่ในมุมมองของแฟนบอลทั่วโลก บางคนอาจบอกว่ามันสมองและจิตวิทยาของเขาเหนือกว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, โชเซ่ มูรินโญ่ และ อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งทั้งหมดต่างเป็นยอดกุนซือแห่งยุคพรีเมียร์ลีก แต่ กวาร์ดิโอล่า ทำได้เทียบเท่า และมากกว่านั้นซะอีก
เพราะอะไรนะเหรอ ? เพราะเขาไม่ได้แค่ชนะและคว้าแชมป์เท่านั้น แต่ยังได้สิ่งเหล่านั้นพร้อมกับสไตล์การเล่นอันโดดเด่น ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่แสนน่าทึ่ง เขาคว้าแชมป์ไปถึง 20 รายการเลยทีเดียว
สำหรับคนที่อาจลืมไป ฤดูกาลแรกของ เป๊ป กับ "เรือใบสีฟ้า" ไม่ได้สวยงามเลย ทีมยังเล่นไม่ได้อย่างที่เขาต้องการ เขามีปัญหาใหญ่กับผู้รักษาประตู โดย เคลาดิโอ บราโว่ เปิดบอลได้ดีแต่เซฟไม่ได้ และทีมจบเพียงอันดับ 3 พร้อมคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบหวุดหวิด
แต่นี่แหละคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นเป๊ป เขาไม่ยอมละทิ้งหลักการของตัวเอง ไม่ยอมเปลี่ยนสไตล์การเล่น และเดินหน้าต่อไป
หากจำกันได้ ตอนเดินทางไปที่ กูดิสัน พาร์ค เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2017 และแมนฯ ซิตี้ โดน เอฟเวอร์ตัน ถลุงยับ 4-0 ในเกมที่อาจถูกจดจำว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดในเส้นทางคุมทีมของ กวาร์ดิโอล่า เลยก็ว่าได้ หลังจบเกมนั้นเขาช็อกไปเลย เพราะ แมนฯ ซิตี้ เล่นกันแบบไร้ทิศทาง
ตอนนั้นหลายคนมองว่า กวาร์ดิโอล่า คงไม่มีวันประสบความสำเร็จใน พรีเมียร์ลีก แต่นั่นก็ความคิดที่ผิดมหันต์ !!
แม้ต้องใช้เวลา แต่หลังจากวันนั้น นักเตะทุกคนก็เข้าใจอย่างแท้จริงว่านี่คือผู้จัดการทีมที่ตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงลิบ และไม่มีวันลดมาตรฐานของตัวเองลง
ในฐานะโค้ช กวาร์ดิโอล่า ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากตำนาน โยฮัน ครัฟฟ์ ซึ่งเป็นคนผลักดันและโน้มน้าวผู้บริหารบาร์เซโลน่า ให้มอบงานกุนซือทีมชุดใหญ่แก่โค้ชหนุ่มที่ตอนนั้นคุมทีมชุดบีอยู่ แม้ยังไร้ประสบการณ์ แต่พรสวรรค์ของเขาชัดเจนเกินจะมองข้าม
หลังจากนั้น เฮดโค้ชชาวสแปนิชก็สร้างหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป ที่เหลือก็คือหน้าประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรู้กันดี
ลิโอเนล เมสซี่, ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า ร่วมกับพา บาร์ซ่า กวาดความสำเร็จแทบทุกรายการ ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าทึ่งที่ถูกเรียกว่า "ตีกี-ตากา" และถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในยุคแชมเปี้ยนส์ ลีก
ทีมของเขาที่ บาเยิร์น มิวนิค ยิ่งเล่นฟุตบอลได้สวยงามกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการสูงสุดของยุโรปได้ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนเขาในช่วงคุมทัพ "สำเภาทอง"
แม้กระทั่งความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ ยุคโควิด เมื่อปี 2021 กับเชลซี ก็มีการวิจารณ์ว่าเขาตัดสินใจผิดพลาด โดยการไม่ใช้มิดฟิลด์ตัวรับ ทำให้ทีมเสียสมดุลและแพ้ไป
ท้ายที่สุด กวาร์ดิโอล่า ก็ประสบความสำเร็จจนได้ ด้วยการคว้า "ทริปเปิลแชมป์" สร้างประวัติศาสตร์ รวมถึงการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 6 สมัยโดยเป็นแชมป์4 สมัยติดต่อกัน และสร้างช่วงเวลายิ่งใหญ่ให้กับสโมสรตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
กวาร์ดิโอล่า เป็นคนที่เข้มข้น มุ่งมั่น หมกมุ่นกับเกมลูกหนัง และมีความคิดแบบเด็ดขาด นักเตะหลายคนพูดถึงความละเอียดในการสั่งการของเขา จนบางครั้งรู้สึกเหมือนหัวหมุนกับแท็กติกและการสลับตำแหน่งตลอดเวลา
แม้ภายนอกนักเตะจะพูดถึงความอบอุ่นของเขา แต่ในความเป็นจริง อาจเป็นเพียงความพยายามของนักเตะที่จะเอาใจโค้ชระดับอัจฉริยะคนนี้มากกว่า
มีนักเตะคนหนึ่งซึ่งอยู่กับทีมมานานเปิดเผยแบบส่วนตัวว่า ตลอดเกือบสิบปี เขามีบทสนทนาแบบจริงจังกับกวาร์ดิโอล่าเพียงสองครั้งเท่านั้น เพราะเจ้านายไม่ได้ต้องการความรักจากนักเตะ เขาต้องการเพียง "ชัยชนะ"
กวาร์ดิโอล่า ยกระดับการเล่นด้วยการให้แนวรับขึ้นเกม กลายเป็นความเสี่ยงที่แลกกับผลตอบแทนอันสูงค่า
การใช้ฟูลแบ็กที่ขยับเข้ากลางสนาม หรือที่เรียกว่า "อินเวิร์ต ฟูลแบ็ก" ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหมือนมีผู้เล่นเพิ่มในแดนกลาง และนี่คือเสน่ห์ของแท็กติกที่ทำให้ฟุตบอลของเขาทั้งสวยงามและทรงประสิทธิภาพในเวลาเดียวกัน
ความได้เปรียบเชิงแท็กติกที่เหนือชั้นของ กวาร์ดิโอล่า ทำให้หลายๆ เกม แมนฯ ซิตี้ ดูเหมือนมีผู้เล่นถึง 12 คนอยู่ในสนาม และนั่นทำให้ทีมคู่แข่งไม่สามารถต้านทานพวกเขาได้
อย่างไรก็ตาม จากคนที่มีบุคลิกเคร่งเครียด จริงจังอยู่ตลอดเวลา กลับเปลี่ยนเป็นคนที่ผ่อนคลาย และขี้เล่นอย่างน่าแปลกใจ ซึ่งดูเหมือนเป็นสัญญาณบางอย่างที่ กวาร์ดิโอล่า ส่งออกมาเพื่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่โล่งสบาย และไม่ซีเรียสเหมือนเมื่อก่อน
มีการมองกันว่า กวาร์ดิโอล่า อยู่ในช่วง "ผ่อนคลายก่อนจากลา" เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น
มีรายงานว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ซิตี้ เริ่มพิจารณา เอ็นโซ่ มาเรสก้า เป็นหนึ่งในตัวเลือก เนื่องจากเป็นโค้ชที่มีไอเดียดี และเคยทำงานกับสโมสรมาแล้ว แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามา ก็ไม่มีใครสามารถแทน "เป๊ป" ได้ และไม่ควรพยายามลอกเลียนแบบเขาเด็ดขาด
แน่นอนว่าบอร์ดบริหาร "เรือใบสีฟ้า" ค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไปได้ดี โดยคนที่จะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งของ กวาร์ดิโอล่า จะต้องเป็นโค้ชระดับท็อปเช่นกัน
กระนั้น เป๊ป คือคนที่แทบเป็น "มาตรฐานที่ไม่มีใครตามได้" และยากจะมีใครมาทำซ้ำได้อย่างแท้จริง