8 ข้อ 4 กุนซือ! บทเรียนที่ คาร์ริค ต้องเรียนรู้เพื่อนำ แมนยู สู่ยุครุ่งเรือง

8 ข้อ 4 กุนซือ! บทเรียนที่ คาร์ริค ต้องเรียนรู้เพื่อนำ แมนยู สู่ยุครุ่งเรือง
การแต่งตั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค เป็นผู้จัดการทีมถาวรของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว หลังผลงานชนะ 10 จาก 15 เกม พร้อมพา "ปีศาจแดง" คว้าตั๋วไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างเป็นทางการแล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ฝีมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับ คาร์ริค ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นเพียงทางออกระยะสั้น แต่ตอนนี้เขาอาจกลายเป็นคำตอบระยะยาวของ แมนฯ ยูไนเต็ด และสัญญาณในช่วงแรกก็น่าประทับใจไม่น้อย

แม้หลายคนจะมองว่า คาร์ริค เข้ามาคุมทีมในช่วงที่สโมสรมีโปรแกรมไม่ถี่เพราะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลงานของเขาก็ยังถือว่าน่าชื่นชม และบอร์ดบริหารแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ยินดีที่จะมอบโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มตัว

แน่นอนว่า คาร์ริค ยังห่างไกลจากการเป็นผู้จัดการทีมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนวัย 44 ปี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เขาเรียนรู้จากการเฝ้ามองความล้มเหลวของคนอื่นมาโดยตลอด

เพียงแค่มองไปที่วิธีการที่เขานำผู้เล่นชุดเดิมของ รูเบน อโมริม มาปรับใช้ในระบบการเล่นใหม่ และสามารถดึงศักยภาพจนเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการด้านแท็กติกและการบริหารทีมของ คาร์ริค ได้เป็นอย่างดี

หาก คาร์ริค สามารถย้อนมองอดีตเพื่อพาทีมก้าวไปข้างหน้าได้ ก็มีบทเรียนสำคัญมากมายให้เรียนรู้ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ดังนั้นลองย้อนดูบรรดาผู้จัดการทีมคนก่อน ๆ ของ แมนฯ ยูฯ ว่าพวกเขาทำอะไรได้ถูกต้องบ้าง และอะไรคือสาเหตุที่นำไปสู่จุดจบ เพื่อให้ คาร์ริค หลีกเลี่ยงการเดินซ้ำรอยเดิมของพวกเขาเอง

- รูเบน อโมริม 

สิ่งที่ควรทำ : สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ

อโมริม อาจถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มีผลงานย่ำแย่ที่สุดของ แมนฯ ยูฯ ในยุคสมัยใหม่ เมื่อมองจากสถิติ ผลงานหลายอย่างกลายเป็นสถิติที่ไม่มีใครอยากจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการจบอันดับ 15 ของลีกเมื่อฤดูกาลก่อน หรือการแพ้ถึง 5 นัดภายในเดือนเดียวอย่างในเดือนธันวาคม ปี 2024

อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานจะย่ำแย่เพียงใด ก็ยังรู้สึกได้ว่าเขาได้รับแรงกดดันน้อยกว่าผู้จัดการทีมหลายคนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเสน่ห์และบุคลิกของเขาเอง

แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจ แต่เขายังคงเป็นคนที่ผู้คนรู้สึกชื่นชอบ เขาสื่อสารกับสื่อได้ดี เปิดเผยและตรงไปตรงมา แทบไม่หลบเลี่ยงหรือปฏิเสธคำถาม พร้อมให้คำพูดเด็ด ๆ ในการแถลงข่าวอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่านั่นช่วยได้มากทีเดียว

สิ่งที่ไม่ควรทำ : ดื้อดึงกับระบบที่ใช้ไม่ได้ผล

นี่คือสิ่งที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของเขากับ "ผีแดง" โดย "พี่เจ๋ง" เข้ามาพร้อมชื่อเสียงจากความสำเร็จกับระบบ 3-4-3 ที่ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้ผู้เล่นเฉพาะทางและมีคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่ แมนฯ ยูฯ ในเวลานั้นกลับไม่มีนักเตะแบบที่เขาต้องการ

ถึงอย่างนั้น อโมริม ก็ยังยึดมั่นในปรัชญาของตัวเองต่อไป แม้เมื่อเห็นชัดว่ามันไม่ได้ผล เขายังคงเดินหน้าต่อ พร้อมกล่าวว่าเขายอมถูกปลดดีกว่าเปลี่ยนแนวทางของตัวเอง และท้ายที่สุด ก็ต้องบอกว่าเขาได้ในสิ่งที่ตัวเองพูดไว้จริง ๆ

- เอริก เทน ฮาก

สิ่งที่ควรทำ : ต้องคว้าแชมป์ให้ได้

ความจริงแล้ว กุนซือชาวดัตช์ คุม แมนฯ ยูฯ นานกว่าที่หลายคนคาดไว้หลายเดือน และเหตุผลสำคัญก็คือการพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 2024 ซึ่งทำให้สถานการณ์ของสโมสรเปลี่ยนจากการพิจารณาปลดเขา กลายเป็นการมอบสัญญาฉบับใหม่แทน

ก่อนหน้านั้น เขายังพาทีมคว้าแชมป์คาราบาว คัพ ในซีซั่นแรกที่คุมทีม ซึ่งเป็นการยุติการรอคอยถ้วยแชมป์ยาวนานถึง 6 ปี ไม่ว่าผลงานรายสัปดาห์จะเป็นอย่างไร การคว้าแชมป์สามารถช่วยซื้อเวลา และสร้างความรู้สึกว่าทีมกำลังเดินมาถูกทาง แม้ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่ก็ตาม

สิ่งที่ไม่ควรทำ : ผลักดันดีลเสี่ยงเหมือนแทงหวย

เทน ฮาก มีบทบาทสำคัญในการเสริมทัพหลายครั้ง แต่แทบไม่มีดีลไหนประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง และจนถึงตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว

ดีลมูลค่ากว่า 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,360 ล้านบาท) ของ อันโตนี่ ในช่วงซัมเมอร์แรกของเขา อาจถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก หลายคนตั้งคำถามถึงการลงทุนมหาศาลกับนักเตะจากลีก ดัตช์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อีก 12 เดือนต่อมา เทน ฮาก ตัดสินใจว่า ดาบิด เด เคอา ไม่อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป และมองว่า อ็องเดร โอนาน่า คือคำตอบในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่สุดท้าย นายด่านชาวแคเมอรูน กลับก่อความผิดพลาดหลายครั้ง ก่อนจะย้ายออกจากสโมสรในเวลาต่อมา

เมื่อทีมต้องการกองหน้า เทน ฮาก เลือกเซ็นสัญญา ราสมุส ฮอยลุนด์ โดยยอมรับตั้งแต่แรกว่าเขาเป็นนักเตะเพื่ออนาคต หรือผู้เล่นที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ซึ่งแทบไม่ได้ช่วยทีมในระยะสั้นเลย กองหน้าชาวเดนมาร์ก ต้องรอจนถึงช่วงคริสต์มาสกว่าจะทำประตูแรกในลีกได้ และตอนนี้ก็ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นอีกคนที่เตรียมอำลาทีมเช่นกัน

- โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

สิ่งที่ควรทำ : ยึดมั่นในวัฒนธรรมของสโมสร

คาร์ริค คงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะแฟนบอล แมนฯ ยูฯ อยากเห็น "ลูกหม้อของสโมสร" ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคนที่เคยยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

ขณะที่ คาร์ริค ก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดคว้าแชมป์ถ้วยใบโตยุโรป (ฤดูกาล  2007/08) และเข้าใจดีว่าสโมสรเป็นอย่างดี 

โซลชา ให้ความสำคัญกับการผลักดันนักเตะจากอะคาเดมี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไปภายใต้ผู้จัดการทีมบางคนก่อนหน้า เขามักพูดถึงความยิ่งใหญ่และสถานะของสโมสรที่เขากำลังคุมทีมอยู่เสมอ ขณะที่บางคนกลับพยายามลดความคาดหวังหรือความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ลง ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลเสียต่อตัวเอง

สิ่งที่ไม่ควรทำ : ใช้เวลาเกือบ 3 ปีโดยไม่สร้างเอกลักษณ์ทีม

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของโซลชา ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ใช่คนที่จะพา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับสู่จุดสูงสุดได้ คือการไม่มีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน

ว่ากันว่าทีมของโซลชา ไม่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน และมักเน้นเล่นเกมสวนกลับเป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นปัญหาเมื่อเจอกับบางทีมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เล่นแบบนั้น

แมนฯ ยูฯ ยุค "น้าลูกอก" เป็นที่จดจำในเรื่องการคัมแบ็กกลับมาชนะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทีมที่ดีจริงไม่ควรตกเป็นฝ่ายตามหลังอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อทุกอย่างเริ่มผิดพลาด มันก็พังลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

- โชเซ่ มูรินโญ่

สิ่งที่ควรทำ : ชนะเกมใหญ่ให้ได้

ต้องยอมรับว่า คาร์ริค ทำเรื่องนี้ได้ดีมาตั้งแต่ช่วงแรก หลังพาทีมเอาชนะคู่แข่งร่วมกลุ่มท็อปไฟว์ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซน่อล, เชลซี, แอสตัน วิลล่า และ ลิเวอร์พูล ได้ทั้งหมด

แม้ช่วงเวลาของ มูรินโญ่ กับ "ผีแดง" จะเต็มไปด้วยทั้งด้านดีและด้านแย่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำได้เสมอคือการพาทีมคว้าชัยในเกมใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายมากสำหรับสาวก "เร้ด อาร์มี่" อย่างมาก

การเอาชนะทีมระดับยักษ์ใหญ่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และพิสูจน์ว่าทีมสามารถต่อกรกับทีมที่ดีที่สุดได้ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการถูกมองว่าเป็นทีมที่เก่งเฉพาะเวลาเจอคู่แข่งอ่อนกว่าเท่านั้น

"น้ามู" เคยเอาชนะ เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลที่ทั้งสองทีมคว้าแชมป์ลีก รวมถึงหยุด เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงที่กำลังพัฒนาทีมขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งยังผ่านเกมรอบรองชนะเลิศสำคัญได้หลายครั้ง

สัญญาณเริ่มต้นของ คาร์ริค ในเรื่องนี้ถือว่าน่าพอใจ แต่สิ่งสำคัญคือเขาต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

สิ่งที่ไม่ควรทำ : สร้างศัตรูไปทั่ว

"เดอะ สเปเชียล วัน" ไม่ใช่คนที่จะถอยหนีความขัดแย้ง และบุคลิกแบบเผชิญหน้าก็ปรากฏชัดเจนตลอดช่วงเวลาของเขาในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่ปัญหาคือเขาเลือกเปิดศึกกับคนที่ไม่มีทางเอาชนะได้ในระยะยาว

มูรินโญ่ เคยวิจารณ์ ลุค ชอว์ กับสื่อทั้งที่นักเตะอยู่กับสโมสรได้นานกว่าตัวเขาซะอีก ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ปอล ป็อกบา ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด และมีครั้งหนึ่งที่กล้องจับภาพการปะทะคารมก่อนการฝึกซ้อมได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เขายังเคยระเบิดอารมณ์ด้วยคำที่ไม่น่าฟังหลังเกมแพ้ในฟุตบอลถ้วยยุโรป โดยบอกเป็นนัยว่า ประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ แมนฯ ยูฯ ไม่ได้พิเศษอย่างที่หลายคนคิด

คำพูดลักษณะนี้ไม่มีทางทำให้แฟนผีโปรเจกต์, นักเตะ หรือผู้บริหารรู้สึกสนับสนุนได้เลย



ที่มาของภาพ : reutersconnect
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport