จากทีมแตกสลายสู่การกลับมามีหัวใจอีกครั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค เปลี่ยน แมนยู ให้กลายเป็นทีมที่กล้าสู้ นักเตะเชื่อมั่นเต็มร้อย และแฟนบอลเริ่มเห็นแสงแห่งความหวังอีกหน
การแต่งตั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค ทำหน้าที่คุมทีมถาวรอาจไม่ใช่ความลับอะไรเลย ที่สำคัญสิ่งนี้มันก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาจะสามารถพา “ปีศาจแดง” ที่กำลังตกต่ำ กลับมายิ่งใหญ่ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกและเจ้ายุโรปได้อีกครั้งหรือไม่ ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น โปรเจกต์สร้างภาพ และการเลือกที่ไร้เหตุผล แต่บอร์ดบริหารของหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กลับเลือกใช้สามัญสำนึกได้อย่างน่าชื่นชม
ท้ายที่สุดแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด แทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมอบตำแหน่งผู้จัดการทีมแบบถาวรให้กับ คาร์ริค แม้ตอนนี้ยังไม่เป็นทางการเสียทีเดียว แต่ทุกอย่างควรเสร็จสิ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และนี่จะเป็นการเลือก “เหตุผล” เหนือความเย้ายวนของชื่อชั้นระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง หลุยส์ เอ็นรีเก้ หรือ โธมัส ทูเคิ่ล ได้อย่างแท้จริง
คาร์ริค คือคนที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังจมดิ่งอยู่กับความหลงผิดและความสิ้นหวังของตัวเอง เขาก้าวเข้าสู่สโมสรที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเปลี่ยนความโกลาหลให้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
นอกจากนี้ เขายังนำความมีระดับและความสุขุมกลับคืนสู่สถานการณ์อันเลวร้าย หลังจากที่ทุกอย่างยุ่งเหิงไม่มีชิ้นดีจากกรณีที่ รูเบน อโมริม ให้สัมภาษณ์แบบยืดยาวและสับสนที่ เอลแลนด์ โร้ด จนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บอร์ดบริหารสั่งเด้ง
แม้ "เฮียปลัด" อาจไม่ได้มีบุคลิกโดดเด่นหรือเสน่ห์แบบผู้นำโดยธรรมชาติ แต่สิ่งที่เขาทดแทนได้คือความฉลาดและความเข้าใจเกมฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง หลักฐานสำคัญคือการตัดสินใจดึง สตีฟ ฮอลแลนด์ อดีตผู้ช่วยทีมชาติอังกฤษ เข้ามาเป็นมือขวา โดย ฮอลแลนด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมันสมองลูกหนังที่เฉียบคมที่สุดคนหนึ่ง
การตอบรับงานนี้ยังคงต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก เพราะภารกิจคือการลาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกจากหลุมลึกอันมืดมนที่พวกเขาขุดไว้เอง และยิ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อบททดสอบแรกคือการเผชิญหน้ากับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ภารกิจต่อมาคือการบุกไปเยือน อาร์เซน่อล จ่าฝูงของลีกถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แต่ก็ไม่มีปัญหา ยูไนเต็ดคว้าชัยได้ทั้งสองเกม พร้อมเล่นด้วยความกล้า ความดุดัน และความมุ่งมั่นในแบบที่แฟนบอลแทบไม่ได้เห็นจากทีมมานานแล้ว
หลังจากนั้น แมนฯ ยูฯ ยังเดินหน้าปราบทั้ง แอสตัน วิลล่า, เชลซี และคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ได้อีกด้วย แน่นอนว่ามีสะดุดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ คาร์ริค ได้เปลี่ยนทัศนคติ ความทุ่มเท และวินัยในการเล่นของทีมไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงฟื้นฟูความเคารพที่นักเตะมีต่อเฮดโค้ชด้วย
หลายฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดเสถียรภาพอย่างหนัก แต่ คาร์ริค กลับนำสิ่งนั้นกลับคืนมาได้อย่างชัดเจน ทั้งนักเตะและแฟนบอลต่างชื่นชอบเขา ขณะที่เจ้าของร่วมอย่าง ตระกูลเกลเซอร์ และ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ก็ให้ความไว้วางใจในตัวเขา
แม้ยังไม่แน่ชัดว่าผู้บริหารสโมสรได้สอบถามความคิดเห็นจากนักเตะภายในห้องแต่งตัวหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้ว แรตคลิฟฟ์ และทีมงานก็แทบไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่มีโอกาส ทุก ๆ คนที่ คาร์ริค ปลุกแรงบันดาลใจขึ้นมาในสนาม ต่างออกมาหนุนหลังเขาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ยกตัวอย่าง ค็อบบี้ เมนู ซึ่งยอมรับว่าเส้นทางอาชีพกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขากำลังจะถึงทางตัน แต่ คาร์ริค เข้ามาคุมทีมพร้อมกับเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักเตะทุกคนยินดีที่จะตายคาสนามเพื่อ "เฮียปลัด"
ขณะที่คำชื่นชมยังหลั่งไหลมาจากนักเตะคนสำคัญอย่าง กาเซมีโร่, อาหมัด ดิยัลโล่, มาเตอุส คุนญ่า และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีม รวมทั้งอีกหลาย ๆ คน เพราะห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยความสามัคคี มักนำไปสู่ทีมที่ประสบความสำเร็จ และในเวลานี้ คาร์ริค ก็เหมือนค้นพบสูตรนั้นได้แล้ว
แน่นอนว่า ฤดูกาลหน้าจะมีบททดสอบที่หนักหนากว่าเดิมรออยู่ โดยเฉพาะความท้าทายในเวทียุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยังไม่มีใครรู้ว่า คาร์ริค จะสามารถประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดนี้ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซจากการคุมทีมแค่ไม่กี่เดือน ดังนั้นจึงไม่มีใครสมควรได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองมากไปกว่า คาร์ริค อีกแล้ว