เจาะลึกชัยชนะล้ำค่าของอาร์เซน่อล หลังบุกชนะเวสต์แฮม 1-0 จากประตูชัยของทรอสซาร์ พร้อมดราม่า VAR ริบสกอร์ขุนค้อนนาทีสุดท้าย ช่วยปืนใหญ่ทิ้งห่างแมนซิตี้ 5 แต้มจ่อคว้าแชมป์ในรอบ 22 ปี
ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน! อาร์เซน่อล กำลังจะยุติช่วงเวลา 22 ปีในการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังบุกชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้มีประเด็นที่น่าสนใจทั้งความยอดเยี่ยมของนักเตะ "ปืนใหญ่", ความกล้าในการตัดสินของกรรมการ และความแม่นยำจาก วีเออาร์ รวมทั้งโชคชะตาที่ดูเหมือนอยากเห็น มิเกล อาร์เตต้า แอนด์ โค. ได้สมหวังซะที
1. ราย่า โคตรซูปอร์เซฟ
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ อาร์เซน่อล คว้าสามคะแนนสำคัญในเกมที่ลอนดอน สเตเดี้ยม นอกจากประตูชัยของ เลอันโดร ทรอสซาร์ แล้ว การเซฟของ ดาบิด ราย่า มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้ "ปืนใหญ่" คว้าชัยชนะกลับบ้าน
ราย่า อาจจะไม่ค่อยได้โชว์เซฟมากนัก แต่จังหวะเซฟที่ทำให้ อาร์เซน่อล อยู่ในเกมเกิดขึ้นในช่วงท้ายครึ่งแรก จากการพุ่งเซฟจังหวะโหม่งของ ตาตี้ กาสเตยานอส หลังจากนั้นก็โชว์โคตรเซฟจังหวะซัดจ่อๆ ของ มาเตอุส แฟร์นันด์ส
ทั้งสองจังหวะนี้มีความหมายมากๆ เพราะหาก อาร์เซน่อล ต้องตามหลังไปก่อน การจะกลับมาสู่เกมเป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่พวกเขาจะโดน เวสต์แฮม ส่วนกลับ และสถานการณ์อาจย่ำแย่มากกว่านี้
ผลงานของ ราย่า เหมาะสมอย่างยิ่งที่ได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2025/26 หลังเก็บไปแล้ว 18 คลีนชีต และเป็นการครองถุงมือทองคำ หรือ "โกลเด้น โกลฟ" 3 สมัยติดต่อกัน หลังก่อนหน้านี้ได้มาแล้ว 2 สมัยในฤดูกาล 2023–24 (16 คลีนชีต) และ 2024–25 (ร่วมกับ แมตซ์ เซลส์ โกล น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ สถิติ 13 คลีนชีต)
2. ตัวสำรองเปลี่ยนเกม
ในช่วงเวลาที่ตัวจริงไม่สามารถสร้างผลงานได้อย่างเหมาะสม มิเกล อาร์เตต้า สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และในเกมลอนดอน ดาร์บี้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าในการตัดสินใจแก้เกม
ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกตอนที่ เบน ไวท์ บาดเจ็บ อาร์เตต้า เลือกโยก เดแคลน ไรซ์ ยืนแบ็กขวา และส่ง มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ยืนคู่กลางร่วมกับ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ ซึ่งดูเหมือนจะไม่เวิร์ก และในครึ่งหลังก็เปลี่ยนส่ง คริสเตียน มอสเกร่า ลงมายืนแบ็กขวา ถอด "ซูบี" ออก จากนั้นก็ให้ ไรซ์ ประจำตำแหน่งถนัด
ขณะเดียวกันยังแก้เกมด้วยการส่ง ไค ฮาแวร์ตซ์ กับ มาร์ติน โอเดอการ์ด เพื่อช่วยสร้างมิติเกมรุกในแดนกลาง ตามด้วยการถอด บูกาโย่ ซาก้า ที่เล่นไม่ออก และใช้ โนนี่ มาดูเอเก้ ลงไปปั่นป่วนเกมรับ เวสต์แฮม ทางขวา
ตัวสำรองที่ส่งไปทั้งหมด สามารถสร้างความแตกต่างในแมตช์นี้ และ โอเดอการ์ด แสดงวิสัยทัศน์ในการเล่นบอลพื้นที่แคบ รวมทั้งการตัดสินใจในช่วงเวลาสำคัญ ที่นำไปสู่ประตูชัยของ เลอันโดร ทรอสซาร์
3. แฟนปืนแทบเป็นไบโพลาร์ หลังดารม่า VAR
การตัดสินในครั้งนี้อาจนำไปสู่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกในรอบ 22 ปีของ อาร์เซน่อล เพราะประตูที่ คริส คาวานาห์ ริบคืนจาก เวสต์แฮม มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การลุ้นแชมป์กลับมาอยู่ในอุ้มมือของพลพรรค์ "เดอะ กันเนอร์ส"
สาวก "กูนเนอร์ส" แทบเป็นไบโพลาร์เพราะปรับอารมณ์ไม่ถูกหลังดีใจที่ทีมจะชนะ แต่ต้องหัวใจสลายเมื่อโดน คาลั่ม วิลสัน ซัดตีเสมอในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย จากนั้นก็เครียดจนต้องกัดเล็บทุกนิ้ว เพราะ คาวานาห์ เช็คจอมอนิเตอร์หลัง วีเออาร์ สะกิดเตือนว่าอาจมีการฟาวล์ ราย่า ก่อนที่จะได้ประตู
จากนั้นแฟน "ปืนใหญ่" ก็เฮสนั่นจนคอหอยแทบแตก เพราะสุดท้ายท่านเปาตัดสินริบประตูดังกล่าว ซึ่งก็ถูกต้องเพราะ ปาโบล เจตนาใช้มือทั้งค้ำและดึง ดาบิด ราย่า ทำให้นายทวารชาวสแปนิชไม่สามารถรับบอลได้ ก่อนที่บอลจะทะลักไปถึง วิลสัน ที่ตะบันเต็มข้อส่งบอลพุ่งข้ามเส้น ส่งให้ อาร์เซน่อล คว้าชัยชนะได้สำเร็จ
การตัดสินของ วีเออาร์ พลิกชะตาการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก จริงๆ เพราะถ้าหากจังหวะนั้นเป็นประตู อาร์เซน่อล จะเก็บได้แค่ 1 แต้ม และนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียง 3 คะแนนแถมแข่งมากกว่า 1 เกม แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทัพ "ปืนใหญ่" จึงเก็บเพิ่มเป็น 79 คะแนน พร้อมทิ้งห่าง "เรือใบสีฟ้า" 5 แต้ม และพวกเขาเหลือโปรแกรมเพียง 2 เกมเท่านั้น
4. เกมวัดใจ
เกมนี้ไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องของการลุ้นแชมป์เท่านั้น แต่ยังมีความหมายกับ เวสต์แฮม ในการลุ้นหนีตกชั้นด้วย เพราะพวกเขากำลังยืนจ่อปากเหวที่จะหล่นไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาลหน้า
ก่อนเกม "ขุนค้อน" รั้งอันดับ 18 มี 36 คะแนน ตามหลัง สเปอร์ส ที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การได้แต้มในแมตช์นี้จึงมีความสำคัญกับพวกเขาอย่างมาก เพราะมันอาจเปลี่ยนชะตาชีวิตได้ทันทีหลังจบซีซั่นนี้
บรรดานักเตะ "เดอะ แฮมเมอร์ส" เล่นได้อย่างดุดัน และมีลุ้นทำประตูพอสมควร แต่ต้องยกความยอดเยี่ยมให้กับเกมรับ อาร์เซน่อล และความเหนียวหนึบของ ราย่า ที่ทำให้เจ้าบ้านไม่สามารถยิงประตูขึ้นนำได้
จากผลการแข่งขันที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (อันดับ 16) และ "เจ้าป่า" น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (อันดับ 15) ซึ่งมีทีมละ 43 คะแนนเท่ากัน รอดพ้นจากการตกชั้นอย่างเป็นทางการ
งานนี้จะเป็นการแข่งกันระหว่าง สเปอร์ส กับ เวสต์แฮม เท่านั้น และตอนนี้ภารกิจของสาวก "ขุนค้อน" ก็คือต้องแช่งให้ "ไก่เดือยทอง" แพ้ในเกมปะทะ ลีดส์ วันจันทร์นี้ เพื่อทำให้ 2 เกมสุดท้ายทีมรักของพวกเขายังมีลุ้นแซงขึ้นไปอยู่ในโซนปลอดภัย
5. แชมป์อยู่ในมือ อาร์เซน่อล
จะว่าไปแล้ว อาร์เซน่อล เคยส่งมอบโอกาสกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแล้วถึงสองครั้ง แต่กลายเป็นว่าทัพ "สำเภาทอง" ดันทิ้งความได้เปรียบตรงนั้นไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ
ย้อนกลับไปครั้งแรกเกิดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ อาร์เตต้า แอนด์ โค. พลาดทำแต้มหลุดมือมหันต์ในเกมที่เสมอ "เดอะ บีส์" เบรนท์ฟอร์ด 1-1 และเสมอ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 2-2
ส่วนอีกครั้งเกิดขึ้นช่วงเดือนเมษายน เมื่อ อาร์เซน่อล โดนทีเด็ดของ บอร์นมัธ กระซวก 1-2 ตามด้วยการออกไปโดนทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตบหัวทิ่ม 1-2 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งตอนนั้นหลายคนเริ่มคิดแล้วว่า "ปืนใหญ่" กำลังจะสวมบท "นางเอก" เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน !!
อย่างไรก็ตาม โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ แมนฯ ซิตี้ ดัน ทำพลาดมหันต์เช่นกันจากการทำแต้มหลุดมือ แถมในเกมล่าสุด อาร์เซน่อล ยังมีแต้มบุญเมื่อวีเออาร์ช่วยชีวิตทำให้ทีมสามารถเก็บสามคะแนนได้อีก
จากสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาผสมกับโชคลาภวาสนา งานนี้รถแห่ที่เตรียมเอาไว้ตลอด 3 ซีซั่นที่ผ่าน มีโอกาสได้สตาร์ทรอเตรียมออกมาโลดแล่นทั่วกรุงลอนดอนแหงๆ !!