แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ไมเคิ่ล คาร์ริค ผลงานดีวันดีคืนจริงๆ แม้ฟอร์มอาจจะไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็สามารถปราบคู่แข่งได้โดยเฉพาะเมื่อได้เล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยชัยชนะเหนือ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 ทำให้ตอนนี้พวกเขาใกล้จะได้ตั๋วไปลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้ว โดยในเกม "แดงเดือด" หากเอาชนะ ลิเวอร์พูล จะการันตีทันที ที่สำคัญความยอดเยี่ยมของ "ผีแดง" ณ ตอนนี้ มันคงทำให้บอร์ดบริหารมองเห็นคุณค่าของ คาร์ริค ว่าคู่ควรที่จะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้แบบถาวร
1. บรูโน่ เตรียมสร้างตำนานแอสซิสต์
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถขาด บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้จริงๆ เพราะนี้คือหัวใจในการสร้างเกมรุกอย่างแท้จริงๆ ทุกครั้งที่บอลอยู่กับเท้า จะเห็นการเปิดบอลที่สุดแม่นยำ และมีลุ้นในการทำประตูตลอด
เกมนี้ แฟร์นันด์ส แสดงให้เห็นถึงการผ่านบอลสั้นและยาวที่สุดยอด และทำให้ทีมได้เปรียบทุกครั้งที่เล่นเกมรุก หรือจังหวะสวนกลับ โดยเฉพาะประตู 2-0 กัปตันชาวโปรตุกีส โชว์ทั้งความนิ่ง และสกิลการผ่านบอลที่เนียนมากๆ ทำให้ เบนยามิน เชชโก้ เล่นได้ง่ายและจบสกอร์สบาย
แอสซิสต์ในแมตช์นี้ส่งให้ แฟร์นันด์ส ทำไปแล้ว 19 แอสซิสต์ในศึกพรีเมีร์ลีก ฤดูกาลนี้ และอีกแค่แอสซิสต์เดียวก็จะเทียบเท่า เธียร์รี่ อองรี กับ เควิน เดอ บรอยน์ ที่สำคัญมีโปรแกรมเหลือตั้ง 4 แมตช์โอกาสที่จะทำลายสถิตินี้มีสูงมาก
มันคงจะเป็นอะไรที่น่าจดจำเป็นทวีคูณถ้าหาก แฟร์นันด์ส ทำอีก 2 แอสซิสต์ในเกม "แดงเดือด" รับมือ ลิเวอร์พูล สุดสัปดาห์นี้ และนำทีมชนะ พร้อมกลายเป็นเจ้าของสถิติแอสซิสต์มากที่สุดในลีกต่อซีซั่นคนใหม่ !!
2. เกมรับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าแมตช์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะพลาดเก็บคลีนชีต แต่สิ่งที่น่าประทับใจก็คือความแข็งแกร่ง และความนิ่งของเกมรับ เพราะทั้งแผงแบ็กโฟร์ และผู้รักษาประตูแทบจะไม่สร้างความผิดพลาดเหมือนกับช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา
เซอเน่อ ลัมเมนส์ ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม จังหวะการเซฟชี้เป็นชี้ตายทำได้ดีเสมอ การเปิดบอลก็แม่นยำ ที่สำคัญไม่เล่นอะไรที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น ขณะที่แนวรับก็แข็งแกร่ง การได้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กลับมามีประโยชน์อย่างมาก เพราะเขาช่วยทั้งเกมรับ และเกมรุก ประตูขึ้นนำ 1-0 ก็มาจากการโหม่งแอสซิสต์ของ "เจ้าหัวแตงโม"
ขณะที่ อายเด้น เฮฟเว่น ยกระดับฟอร์มได้อย่างโดดเด่นแม้ยังเป็นดาวรุ่ง แต่ก็เล่นได้แข็งแกร่ง อาจมีจังหวะพลาดบ้างในครึ่งแรก แต่ก็มีจังหวะสกัดสำคัญทำให้ทีมรอดจากหายนะ ถ้าหากได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง น่าจะเล่นได้แข็งแกร่งมากกว่านี้
อีกเรื่องที่จะไม่ชมไม่ได้เลยก็คือ กาเซมีโร่ จะเห็นได้ว่านักเตะแก่เก๋าประสบการณ์ของจริง ทั้งการหาพื้นที่ขึ้นไปโหม่งทำประตู และการลงมาช่วยเกมรับ โดยเขาทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ ถือเป็นฟอร์มสั่งลายูนิฟอร์มของ "ผีแดง" ที่ทำให้ทุกคนคิดถึงจริงๆ
3. เบรนท์ฟอร์ด สร้างโอกาสเยอะแต่ขาดความเฉียบคม
ต้องยอมรับว่าเกมนี้ เบรนท์ฟอร์ด ทำผลงานได้ดีมากๆ โดยเฉพาะครึ่งแรกพวกเขาสร้างโอกาสจบสกอร์ได้หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ขาดความเฉียบคม โดยเฉพาะสองจังหวะของ ติอาโก้ ถ้าหากเป็นวันอื่นป่านนี้บอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแล้ว
สำหรับครึ่งหลัง "เดอะ บีส์" ฟอร์มอาจจะแผ่วไปบ้าง ขณะที่ แมนฯ ยูฯ ก็เน้นการเล่นเกมตั้งรับเหนียวแน่น และรอจังหวะสวนกลับ ทำให้ทีมเยือนสร้างโอกาสได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่บุกเข้ามาก็มีลุ้นอย่างต่อเนื่อง
น่าเสียดายที่ประตูยิงไกลสุดสวยของ มาธีอัส เยนเซ่น เกิดขึ้นช่วยท้ายเกม เพราะถ้าหากได้เร็วกว่านี้มีสิทธิ์ที่ แมนฯ ยูฯ จะเกิดอาการระส่ำ ที่สำคัญความพ่ายแพ้ในเกมนี้ทำให้ เบรนท์ฟอร์ด พลาดขึ้นไปอยู่อันดับ 6
ดังนั้นในเกมวันเสาร์นี้ที่จะพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมหนีตกชั้น ถ้าหากทัพ "ผึ้งน้อย" ต้องการเรียกโมเมนตัมกลับคืนมาก็ต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพราะมันจะส่งผลต่ออันดับของพวกเขาในการลุ้นพื้นที่ฟุตบอลถ้วยยุโรป
4. แดงเดือด การันตีตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก
เกม "แดงเดือด" สุดสัปดาห์นี้ มีความหมายอยากมากเพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสการันตีพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันทีหากพวกเขาสามารถสยบ ลิเวอร์พูล ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้
สำหรับตอนนี้ "ปีศาจแดง" ต้องการอีกเพียงแค่ 2 คะแนนจาก 4 เกมสุดท้าย ก็จะรับประกันได้ตั๋วกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรป เพราะนั่นจะทำให้พวกเขามีคะแนนทิ้งห่าง อันดับ 6 ซึ่งปัจจุบันก็คือ ไบรท์ตัน 11 คะแนน
อย่างไรก็ตาม แฟนผีโปรเจกต์อาจไม่ต้องลุ้นเหนื่อย ถ้าหาก ไบรท์ตัน กับ บอร์นมัธ ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ นั่นจะทำให้ แมนฯ ยูฯ คว้าตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันทีก่อนที่จะลงสนามฟัดกับ "หงส์แดง"
กระนั้นเชื่อว่าสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" อยากเห็นทีมรักขยี้คู่อริตลอดกาลคา "โรงละครแห่งความฝัน" พร้อมการันตีโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือเป็นความสุขสำหรับพวกเขากับซีซั่นที่มือเปล่าแบบนี้ !!!
5. คาร์ริค คู่ควรคุมถาวร
ตอนนี้เชื่อได้เลยว่าบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด คงล็อกชื่อ ไมเคิ่ล คาร์ริค เป็นเบอร์ 1 ในการนั่งเก้าอี้คุมทีมแบบถาวร เพราะผลงานของเขาช่างโดดเด่นเหลือเกิน ที่สำคัญการสร้าง "ผีแดง" ให้กับมาเล่นได้อย่างสนุกเร้าใจแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่สาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ปรารถนามาตลอดนับตั้งแต่หมดยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
สำหรับตอนนี้ คาร์ริค สร้างสถิติที่โดดเด่นมากๆ นั่นก็คือการนำทีมคว้าชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีก 9 แมตช์มากกว่า รูเบน อโมริม (8 แมตช์) ทำได้ในฤดูกาลนี้ ทั้งๆ ที่คุมทีมลงเล่นน้อยกว่าถึง 7 เกม
การได้โควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก, การนำดีเอ็นเอ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับคืนสู่ทีม, การให้โอกาสดาวรุ่ง และการวางแท็กติกรวมทั้งการกระตุ้นลูกทีม ทั้งหมดที่ คาร์ริค ทำมันสมควรอย่างยิ่งที่จะให้เขาได้มีโอกาสคุมทีมเต็มเวลา
ดีไม่ดีโครงการแมนฯ ยูฯ สู่แชมป์พรีเมียร์ลีกภายในปี 2028 อาจจะร่นระยะเวลาเหลือแค่ซีซั่นหน้าก็ได้ !!!