รู้จัก คาลั่ม แม็คฟาร์เลน : กุนซือขัดตาทัพผู้รับเผือกร้อน "ดับไฟ" ที่ เชลซี รอบ2

รู้จัก คาลั่ม แม็คฟาร์เลน : กุนซือขัดตาทัพผู้รับเผือกร้อน "ดับไฟ" ที่ เชลซี รอบ2
เจาะลึกประวัติ คาลั่ม แม็คฟาร์เลน (Calum McFarlane) จากโค้ชรากหญ้าสู่กุนซือเชลซีคนล่าสุด วิเคราะห์แท็กติก และภารกิจพาสิงห์บลูส์ลุยเอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์

เชลซี ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุน BlueCo กลายเป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโด 

โดยเฉพาะตำแหน่งกุนซือที่เปลี่ยนหน้ากันเป็นว่าเล่น จนกระทั่งมาถึงชื่อของชายที่แฟนบอลหลายคนอาจไม่คุ้นหูนักอย่าง "คาลั่ม แม็คฟาร์เลน" 

ในวันที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ กำลังลุกเป็นไฟหลังการปลด เลียม โรซีเนียร์ ที่คุมทีมได้เพียง 106 วัน แม็คฟาร์เลน ถูกเรียกตัวกลับมาทำหน้าที่ "นักดับไฟ" อีกครั้งเป็นหนที่สองของฤดูกาล 

แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ ชายวัย 40 ปีคนนี้มีดีอะไร และเส้นทางของเขาจากสนามฟุตบอลสาธารณะในลอนดอนใต้มาสู่ม้านั่งสำรองที่เวมบลีย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? Siamsport จะพาไปรู้จักเขามากขึ้น

จาก "นักเตะที่ล้มเหลว" สู่กุนซือจอมหมกมุ่น

แม็คฟาร์เลน ไม่ใช่แข้งระดับซูเปอร์สตาร์ เขาเติบโตในฟอเรสต์ ฮิลล์ ลอนดอนใต้ และนิยามตัวเองว่าเป็น "นักฟุตบอลที่ล้มเหลว" 

นี่คือเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจหันเหเข็มทิศชีวิตเข้าสู่เส้นทางโค้ชตั้งแต่อายุยังน้อย 

เขาเริ่มต้นจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระดับรากหญ้ากับทีมเล็ก ๆ อย่าง ลัมเบ็ธ ไทเกอร์ส ควบคู่ไปกับการทำงานพาร์ทไทม์ในอะคาเดมี่ของคริสตัล พาเลซ และฟูแล่ม

จุดเปลี่ยนสำคัญที่หล่อหลอมตัวเขาคือการตัดสินใจย้ายไปรับงานที่นอร์เวย์กับสโมสร ทรอมโซ่ ในปี 2012 

ที่นั่นเขาได้รับคำชมอย่างมากเรื่องการบริหารจัดการคน และความเข้าใจในเกมฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง จนก้าวขึ้นไปคุมทีมชุด U19 และมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ในช่วงที่สโมสรได้ไปโลดแล่นในฟุตบอลยุโรป

เมื่อกลับมาอังกฤษ เขาใช้เวลา 6 ปี (2014-2020) ทำงานกับ Kinetic Foundation มูลนิธิที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสผ่านฟุตบอลและการศึกษา ซึ่งเป็นที่ที่เขาสร้างชื่อในฐานะโค้ชที่เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้เล่นเป็นรายบุคคล 

ก่อนจะถูกยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดึงตัวไปร่วมทีมชุด U18 ตามด้วยการไปคุมทีมชุด U18 และ U21 ของ เซาแฮมป์ตัน ในเวลาต่อมา

"Tactical Obsessive" และระบบที่เน้นการควบคุม

แม็คฟาร์เลน ถูกขนานนามว่าเป็นพวก "จอมหมกมุ่นทางแทคติก" เขาไม่ได้เน้นการกดดันสูงแบบบ้าคลั่ง 

แต่เลือกใช้การยืนตำแหน่งที่รัดกุม และการเล่นแบบบีบให้คู่แข่งออกไปด้านข้าง

เขามักเลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 เป็นหลัก โดยเน้นความชัวร์ในการต่อบอลจากแดนหลัง ไม่ยอมเสี่ยงในพื้นที่อันตราย และพยายามสร้าง "รูปสามเหลี่ยม" ในแดนกลางเพื่อควบคุมจังหวะเกม 

สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือทักษะการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนคอนเซปต์แทคติกที่ซับซ้อนให้กลายเป็นคำสั่งที่เข้าใจง่ายสำหรับนักเตะ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เขามักจะได้รับความเคารพจากผู้เล่นในห้องแต่งตัวเสมอ 

แม้จะไม่มีดีกรี "ชื่อชั้น" เป็นตำนานนักเตะมาก่อนก็ตาม...

ภารกิจดับไฟในคืนที่ "ทอร์นาโด" ถล่มสิงห์บลูส์

การก้าวขึ้นมารับเผือกร้อนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขา ในเดือนมกราคม 2026 ทันทีที่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ออกจากตำแหน่ง 

แม็คฟาร์เลน ที่กำลังพาครอบครัวไปเที่ยวชมงานแสดงแสงสีที่วินด์เซอร์ ก็ได้รับสายรียกตัวด่วนจนต้องทิ้งแผนเที่ยวเพื่อไปคุมทีมบุก เอติฮัด สเตเดี้ยม พบกับ แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผลการแข่งขันในนัดนั้นจบลงที่ เชลซี บุกไปยันเสมอได้ 1-1 ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับบอร์ดบริหารอย่างมาก แม้ต่อมาจะแพ้ ฟูแล่ม 1-2 ในนัดที่เหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า 

แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในทีมสต๊าฟฟ์ของ โรซีเนียร์ และสุดท้ายก็ต้องกลับมาขัดตาทัพอีกครั้งเมื่อ โรซีเนียร์ ถูกปลด

บททดสอบที่เวมบลีย์

ปัจจุบัน เชลซี ภายใต้การนำของ แม็คฟาร์เลน กำลังเผชิญกับวิกฤตความมั่นใจ 

หลังแพ้รวดในลีก 5 นัดติดต่อกันโดยยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย ภารกิจแรกของเขาคือการพา "สิงห์บลูส์" ลงหวด เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เวมบลีย์

ปัญหาสำคัญคือสภาพทีมที่ดูจะไม่เป็นใจ เมื่อ เอสเตเวา วิลเลี่ยน ดาวรุ่งตัวเก่งบาดเจ็บจนต้องปิดเทอมยาว ส่วนตัวหลักอย่าง โคล พาลเมอร์ และ เจา เปโดร ยังต้องลุ้นเช็กฟิตจนนาทีสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม แม็คฟาร์เลน ยืนยันว่านักเตะทุกคนยังรวมใจเป็นหนึ่งเดียวและพร้อมจะสู้เพื่อถ้วยแชมป์ใบสุดท้ายที่เหลืออยู่ 

เขาเชื่อว่าทีมมีศักยภาพพอที่จะ "เปลี่ยนโมเมนตัม" และพาสโมสรกลับมาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น

สำหรับแฟนเชลซี การกลับมาของ แม็คฟาร์เลน อาจดูเหมือนหนังม้วนเดิม แต่ในวันที่ทีมกำลังเคว้งคว้าง 

ชายที่รู้จักนักเตะทุกคนเป็นอย่างดีและได้รับความเคารพจากหัวใจของคนในคอบแฮม อย่างเขา อาจจะเป็น "นักดับไฟ" ที่เหมาะสมที่สุดในการพาทีมรอดพ้นจากกองเพลิงในฤดูกาลที่แสนสับสนนี้

ตัน กวาร์ดิโอล่า 



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport