ทีมงบน้อยที่เกือบล้มยักษ์ วิธีที่ ฮาร์ทส์ สร้างทีมลุ้นแชมป์ด้วยระบบ

ทีมงบน้อยที่เกือบล้มยักษ์ วิธีที่ ฮาร์ทส์ สร้างทีมลุ้นแชมป์ด้วยระบบ
30 นัดคือจำนวนเกมที่ ฮาร์ทส์ ยืนหยัดอยู่บนตำแหน่งจ่าฝูงของลีกสก็อตแลนด์ในฤดูกาลนี้

พวกเขาเข้าใกล้การเป็นแชมป์ลีกมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

สุดท้ายทุกอย่างพังลงในเกมสุดท้ายของฤดูกาล หลังแพ้ เซลติก และปล่อยแชมป์หลุดมือแบบเจ็บที่สุด

สิ่งที่ ฮาร์ทส์ ทำตลอดซีซั่นนี้ คือหนึ่งในเรื่องใหญ่ที่สุดของฟุตบอลสก็อตแลนด์ยุคใหม่

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลีกสก็อตแลนด์ถูกผูกขาดโดย เซลติก และ เรนเจอร์ส 

โอลด์เฟิร์ม ครองทุกอย่าง ทั้งเงิน ทั้งนักเตะ ทั้งฐานแฟนบอล ทั้งโครงสร้าง

หลายทีมเริ่มฤดูกาลด้วยเป้าหมายแค่แย่งอันดับสาม แต่ ฮาร์ทส์ เปลี่ยนเรื่องนั้น

พวกเขาทำให้ลีกกลับมามีการแข่งขันจริงอีกครั้ง

สิ่งสำคัญคือ ฮาร์ทส์ ไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยการทุ่มเงินมหาศาล

ไม่ได้มีงบแบบ เซลติก ไม่มีค่าเหนื่อยระดับท็อป ไม่มีขุมกำลังลึกที่สุดในลีก

ฮาร์ทส์ ใช้โมเดลบริหารที่ต่างออกไป

สโมสรแห่งนี้คือหนึ่งในทีมฟุตบอลที่แฟนบอลมีอำนาจถือหุ้นมากที่สุดบนเกาะสหราชอาณาจักร

Foundation of Hearts มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารทีม

แฟนบอลช่วยพยุงสโมสรตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงิน

พวกเขาไม่ได้เป็นแค่คนซื้อตั๋ว พวกเขาคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างทีมจริง ๆ

กลไกการบริหารโดยแฟนบอล ไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาดรักบ้านเกิดชวนฝัน 

สมาชิกแฟนบอลจำนวนกว่า 8,000–9,000 คน ได้ร่วมใจกันบริจาคเงินสมทบรายเดือนเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง จนยอดเงินบริจาครวมสะสมแตะหลัก 20 ล้านปอนด์ ในเดือนมีนาคม 2026

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของแฟนบอล ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อนักเตะซูเปอร์สตาร์ค่าเหนื่อยแพง 

แต่บอร์ดบริหารได้นำเงินนี้ไปลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืน 

ทั้งการสร้างอัฒจันทร์หลักใหม่ของสนามไทน์คาสเซิลพาร์ค เพื่อเพิ่มความจุและรายได้ในวันแข่งขัน และการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

นอกจากนี้ การจัดโครงสร้างบอร์ดบริหารที่ไม่ได้ดึงเอาเฉพาะคนรักฟุตบอลมาทำงาน แต่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิจากโลกธุรกิจเข้ามาบริหารอย่างจริงจัง 

เช่น เจอร์รี่ มัลลอน (ซีอีโอของ Tesco Bank) และ พอล เชเชียร์ (พาร์ทเนอร์มือทองจาก PwC) ช่วยเข้ามาดูแล 

ซึ่งทำให้การบริหารงานของสโมสรมีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน และมีประสิทธิภาพสูงสุดแบบองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลก

แม้เสถียรภาพทางการเงินและโครงสร้างพื้นฐานของสโมสรจะดีเยี่ยมเพียงใด 

ก็ต้องยอมรับตามตรงว่า ลำพังเงินบริจาครายเดือนของแฟนบอลย่อมไม่เพียงพอที่จะพาฮาร์ทส์ก้าวกระโดดขึ้นมางัดข้อกับเซลติก และ เรนเจอร์ส ได้อย่างสูสีในเวลาอันสั้น

กระทั่งจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายปรากฏตัวขึ้น ชายคนนั้นคือ โทนี่ บลูม  เจ้าของสโมสร ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน และสโมสร ยูเนี่ยน แซงต์ กิลลัวส์ ในลีกเบลเยียม 

เขาเล็งเห็นถึงศักยภาพและโครงสร้างที่ยอดเยี่ยมของ ฮาร์ทส์ บลูม จึงตัดสินใจเข้าลงทุนเม็ดเงินจำนวน 9.86 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2025/26 แลกกับการถือหุ้นสัดส่วน 29% ของสโมสร

ความสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน 10 ล้านปอนด์นั้นเลย เงินจำนวนนั้นเป็นเพียงแค่ของแถมและหลักประกันความตั้งใจของ บลูม เท่านั้น 

สิ่งที่เป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่แท้จริงที่ บลูม มอบให้แก่ ฮาร์ทส์ คือการให้สิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียวในประเทศสก็อตแลนด์ในการเข้าถึงระบบ Jamestown Analytics

Jamestown Analytics คืออะไร? 

มันคือเครื่องมือวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลฟุตบอลขั้นสูงที่เป็นบริษัทลูกของ Starlizard 

ซึ่ง Starlizard ก็คือบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลฟุตบอลระดับโลกของ โทนี่ บลูม ที่ใช้เฟ้นหาผู้เล่นโนเนมราคาถูกส่งไปให้ ไบรท์ตัน ปั้นขายได้เงินมหาศาลนั่นเอง

การเข้าถึงข้อมูลชุดนี้เปลี่ยนวิธีคิดและจิตวิญญาณในการทำงานของ ฮาร์ทส์ ไปอย่างสิ้นเชิง 

สโมสรยกเลิกระบบการสรรหาผู้เล่นแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงสายตาของแมวมอง ความชอบส่วนตัวของผู้จัดการทีม หรือการเสนอโปรไฟล์ของพวกเอเยนต์นักเตะ 

แล้วเปลี่ยนมาเป็นการใช้ชุดข้อมูลและอัลกอริทึมคณิตศาสตร์ระดับสูง เพื่อค้นหาผู้เล่นที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงในตลาดในลีกหรือทวีปที่สโมสรอื่นมองข้าม

เจมส์ แอนเดอร์สัน ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่และกรรมการของสโมสรฮาร์ทส์ ยอมรับตรงๆ เลยว่า

"ในอดีต ผมเคยคิดว่าการพัฒนาสโมสร แค่เราเพิ่มเงิน ทุ่มทรัพยากรเข้าไปเยอะ ๆ เดี๋ยวมันก็ประสบความสำเร็จเอง แต่กลายเป็นว่าวิธีการแบบเดิมๆ นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”

“ทว่าการได้ใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในโลกในเวลานี้ มันทำให้สโมสรของเราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและขีดจำกัดทางการเงินได้อย่างแท้จริง"

บลูม เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โมเดลที่เขาเคยใช้ขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายที่ ไบรท์ตัน และลีกเบลเยียม จะสามารถนำมาใช้ทำลายกำแพงเหล็กและสั่นคลอนสถานะเดิมของวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ได้ 

และเขาก็ทำได้จริงในเวลาอันรวดเร็ว

นี่คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการปฏิวัติข้อมูลในการซื้อขายผู้เล่นของพวกเขา

เคลาดิโอ บราก้า กองหน้าชาวโปรตุเกสที่ระบบดาร์ตาไปค้นเจอในลีกระดับสองของประเทศนอร์เวย์ (ดึงมาจากสโมสร ออร์เลซุนด์) 

สโมสรจ่ายค่าตัวไปเพียง 520,000 ยูโร เท่านั้น ผลปรากฏว่า บราก้า กลายเป็นปรากฏการณ์ระเบิดฟอร์มถล่มประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีก และได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพให้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA สก็อตแลนด์อย่างเป็นเอกฉันท์ 

อเล็กซานดรอส คีซิริดิส ปีกความเร็วสูงชาวกรีซที่ไปคว้าตัวมาจากลีกประเทศสโลวาเกีย เขาสร้างความปั่นป่วนและมอบมิติเกมรุกทางริมเส้นที่ดุดันให้กับทีม 

เอดูอาร์โด อาเกอู กองกลางเชิงสูงชาวบราซิลจากสโมสร ซานตา คลารา ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 2 ล้านยูโร 

แม้จะมีช่วงที่โดนอาการบาดเจ็บรบกวนตอนช่วงแรก แต่เมื่อฟิตสมบูรณ์เขาก็กลายเป็นห้องเครื่องและไดนาโมสำคัญในแดนกลางที่ทีมขาดไม่ได้ 

เมื่อนำตัวเลขด้านประสิทธิภาพการลงทุนฤดูกาล 2025/26 มาเทียบกันแบบยูโรต่อยูโร จะเห็นชัดว่า ฮาร์ทส์ ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่า เซลติก และ เรนเจอร์ส เอามาก ๆ 

ฮาร์ทส์ เก็บได้เฉลี่ย 1.18 แต้ม ต่อมูลค่าทีมทุก 1 ล้านยูโร

เซลติก ทำได้ 0.14 แต้ม

เรนเจอร์ส อยู่ที่ 0.09 แต้ม

มูลค่าทีมของ ฮาร์ทส์ ยังเติบโตขึ้นอีก 12.1 เปอร์เซ็นต์ในฤดูกาลเดียว ขณะที่ทั้ง เซลติก และ เรนเจอร์ส มีมูลค่าทีมลดลง

งบเสริมทัพสุทธิของ ฮาร์ทส์ อยู่ที่เพียง -0.67 ล้านยูโร ต่างจากสองทีมโอลด์เฟิร์มที่ใช้งบสูงกว่าหลายเท่า

พวกเขายังใช้เครือข่ายแมวมองที่ครอบคลุมผู้เล่นจาก 10 ประเทศ เพื่อหานักเตะที่เหมาะกับระบบและคุ้มค่าที่สุดสำหรับสโมสร

เดเร็ค แมคอินเนส เข้ามาคุม ฮาร์ทส์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมภารกิจเปลี่ยนทีมให้เล่นฟุตบอลสมัยใหม่มากขึ้น

ข้อมูลที่ดีนอกสนามต้องมีคนแปลงให้กลายเป็นฟุตบอลในสนามจริง และ แมคอินเนส คือคนที่ทำหน้าที่นั้น

เขาปรับ ฮาร์ทส์ จากทีมที่เล่นตรง ใช้พละกำลัง และโยนบอลยาวบ่อย ให้กลายเป็นทีมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเล่นเป็นระบบมากขึ้น

ฮาร์ทส์ ยุคนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของจังหวะยิง

พวกเขาจะไม่เร่งยิงจากมุมยากหรือระยะไกลแบบไม่มีคุณภาพ

ระบบการเข้าทำจะพยายามพาบอลเข้าสู่พื้นที่ที่มีโอกาสเป็นประตูสูงที่สุดก่อนจบสกอร์

ตัวเลข xG ต่อการยิง 1 ครั้ง เพิ่มจาก 0.10 ในฤดูกาล 2024-25 เป็น 0.15 ในซีซั่นนี้

นั่นหมายความว่า ฮาร์ทส์ เลือกจังหวะยิงได้ดีขึ้น และสร้างโอกาสที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม

ระบบเพรสซิ่งก็เปลี่ยนชัดเจน

แมคอินเนส ใช้การกดดันแบบรักษาระยะห่างของทีมให้กระชับ

นักเตะจะไม่วิ่งไล่บอลแบบเสียรูปทรง ทุกการเพรสมีโครงสร้างรองรับ

ค่า PPDA หรือสถิติที่ใช้วัดความเข้มข้นในการเพรสซิ่งของทีมลดจาก 12.4 เหลือ 9.7

ยิ่งตัวเลขต่ำ หมายถึงทีมใช้เวลาน้อยลงในการเข้ากดดันและแย่งบอลคืน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ฮาร์ทส์ ไล่บีบพื้นที่เร็วขึ้น ดุดันขึ้น และเล่นเกมรับเชิงรุกมากขึ้น

ผลต่าง xG สุทธิของทีมเปลี่ยนจาก -2.1 เป็น +9.4

ฮาร์ทส์ สร้างโอกาสคุณภาพเหนือคู่แข่งได้ต่อเนื่องทั้งฤดูกาล

ประตูจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ เพิ่มจาก 12 ประตู เป็น 17 ประตู ไม่ต้องพึ่งลูกนิ่งมากเหมือนเดิม

รูปแบบเกมรุกมีประสิทธิภาพขึ้น สิ่งสำคัญคือ แมคอินเนส ทำให้ ฮาร์ทส์ เล่นกับทีมใหญ่ได้ดีขึ้นมาก

พวกเขาไม่แพ้ เซลติก ในการเจอกัน 3 นัดแรกของฤดูกาล

พวกเขาบุกชนะที่ เซลติก พาร์ค ได้

พวกเขาบุกชนะที่ ไอบร็อกซ์ ได้

รายละเอียดพวกนี้สะท้อนว่าทีมมีวินัยทางแท็กติกสูงขึ้น

นักเตะเข้าใจตำแหน่ง เข้าใจการกลับมาประจำตำแหน่งหลังแย่งบอลคืน  เข้าใจการเพรสซิ่ง

เกมรับไม่เปิดพื้นที่ง่ายเหมือนเดิม แดนกลางคุมการโดนทรานซิชั่นได้ดีขึ้น

แมคอินเนส ทำให้ทีมนี้กลายเป็นทีมที่เล่นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดทีมหนึ่งของลีก

ฤดูกาลนี้พิสูจน์แล้วว่า ฮาร์ทส์ มีโครงสร้างฟุตบอลที่แข็งแรงพอจะต่อสู้กับทีมที่มีทรัพยากรมากกว่าหลายเท่า

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ฮาร์ทส์ ยืนระยะลุ้นแชมป์ได้จนถึงช่วงท้ายฤดูกาล คือการลงทุนกับสภาพแวดล้อมฟุตบอลแบบจริงจัง

สโมสรใช้ศูนย์ฝึก Oriam ซึ่งเป็นศูนย์กีฬาแห่งชาติของสก็อตแลนด์เป็นฐานหลักมาหลายปี

แต่ฤดูกาล 2025/26 บอร์ดบริหารตัดสินใจลงทุนมากกว่า 800,000 ปอนด์ เพื่อยกระดับทุกอย่างภายในศูนย์ฝึก

สนามหญ้าเทียมถูกรีโนเวตใหม่ทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน FIFA 2 Star

แมคอินเนส ต้องการให้พื้นผิวสนามซ้อมมีสภาพใกล้เคียงกับสนาม ไทน์คาสเซิล พาร์ค มากที่สุด

ทุกอย่างถูกปรับเพื่อให้นักเตะคุ้นชินกับสภาพการแข่งขันจริง

สำหรับฟุตบอลระดับอาชีพ มันส่งผลต่อความต่อเนื่องของทีมโดยตรง

สโมสรยังสร้างพื้นที่ส่วนตัวสำหรับทีมชุดใหญ่เพิ่มขึ้น

ร้านอาหาร Bistro ถูกออกแบบให้เป็นโซนเฉพาะของนักเตะและสตาฟฟ์

เป้าหมายคือแยกทีมออกจากความวุ่นวายภายนอก

นักเตะมีพื้นที่พักฟื้น ประชุม และฟื้นฟูร่างกายแบบปิด

ระบบรักษาความลับในการซ้อมแท็กติกก็ถูกยกระดับขึ้น

การฝึกซ้อมหลายส่วนถูกจำกัดการเข้าถึง สโมสรไม่ต้องการให้ข้อมูลแท็กติกหลุดออกไปถึงคู่แข่ง

ฮาร์ทส์ ยังเปลี่ยนแนวคิดของอะคาเดมีใหม่ทั้งหมด

เดิมที สโมสรให้ความสำคัญกับการคว้าแชมป์ในฟุตบอลเยาวชน

พวกเขาเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการสร้างเส้นทางอาชีพให้เด็กขึ้นทีมชุดใหญ่ได้จริง

สโมสรตัดสินใจยุบทีม Hearts B ที่เคยเล่นใน Lowland League

พวกเขาเลือกใช้ระบบปล่อยยืมแทน

แนวคิดนี้เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลภายในสโมสร

ฮาร์ทส์ มองว่าการเล่นในลีกเยาวชนหรือลีกกึ่งอาชีพ ไม่ได้เตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับฟุตบอลอาชีพจริง

เด็กอาจเก่งในระบบเยาวชน แต่ไม่พร้อมกับแรงกดดันจริง ไม่พร้อมกับเกมปะทะ ไม่พร้อมกับสปีดฟุตบอลระดับซีเนียร์

สโมสรจึงเลือกส่งนักเตะดาวรุ่งไปเล่นกับทีมระดับล่างที่มีแฟนบอล มีความกดดัน และมีฟุตบอลอาชีพจริงรออยู่

นักเตะต้องเรียนรู้เรื่องเกมพละกำลัง เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ เรียนรู้เรื่องความต่อเนื่อง และเรียนรู้ว่าฟุตบอลอาชีพไม่เหมือนฟุตบอลเยาวชน

ปี 2025 ผลลัพธ์เริ่มชัดเจน

ฮาร์ทส์ ดันนักเตะเยาวชนขึ้นเซ็นสัญญาอาชีพได้ถึง 9 คน

อัลฟี่ วิลสัน ถูกมองว่าเป็นกองหลังสายสร้างเกมที่มีคุณภาพสูง

เขาผ่านบอลไปแดนหน้าได้ดี อ่านเกมเร็ว กล้าเล่นภายใต้ความกดดัน

คอนเนอร์ ดาว เป็นกองหน้าที่โดดเด่นเรื่องเพรสซิ่ง เล่นแบบไม่มีบอลดีมาก

สถิติการกดดันคู่แข่งและชิงบอลกลับอยู่ในระดับสูงสำหรับนักเตะวัยเดียวกัน

นั่นคือเหตุผลที่ทีมนี้ขึ้นไปลุ้นแชมป์ลีกได้เกือบทั้งฤดูกาล 

ทั้งที่งบประมาณยังห่างจาก เซลติก และ เรนเจอร์ส หลายเท่า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการลุ้นแชมป์ระยะยาวคือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัดสินผลการแข่งขัน ซึ่งทีมใหญ่มีส่วนต่างนั้นมากกว่า

เพราะทีมอย่าง เซลติก มีขุมกำลังลึกกว่า หมุนเวียนนักเตะได้ดีกว่า คุณภาพสำรองสูงกว่า

ฮาร์ทส์ เริ่มแผ่วช่วงท้ายฤดูกาล นักเตะตัวหลักเริ่มล้า ความเข้มข้นเพรสซิ่งลดลง

รายละเอียดเล็ก ๆ เริ่มหายไป

เกมสุดท้ายกับ เซลติก แม้เจอแรงกดดันมหาศาล แต่พวกเขารู้วิธีเล่นเกมแบบนี้

พวกเขาผ่านสถานการณ์ลุ้นแชมป์มานับไม่ถ้วน นักเตะหลายคนเคยอยู่ในเกมกดดันระดับสูงมาก่อน

ฮาร์ทส์ พยายามสู้เต็มที่ สุดท้ายแพ้... และแชมป์ก็หลุดมือไปในวันที่เจ็บที่สุด

ภาพหลังจบเกมชัดมาก แฟนบอลร้องไห้ นักเตะนั่งนิ่งกลางสนาม

หลายคนเหมือนยังไม่เชื่อว่าทุกอย่างจบลงแล้ว

จริง ๆ แล้วคือ ฮาร์ทส์ ไม่ได้ล้มเหลว

ฤดูกาลนี้พวกเขาทำให้ทั้งลีกเห็นว่า โอลด์เฟิร์ม ไม่ได้อยู่เหนือทุกอย่างตลอดไป

มันพิสูจน์ว่าทีมที่วางระบบดีพอ สามารถขึ้นมาท้าทายได้จริง

ฮาร์ทส์ เปลี่ยนแนวคิดของลีกนี้ไปแล้ว

พวกเขาทำให้ทีมระดับกลางเริ่มเชื่อว่าการลุ้นแชมป์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

ฟุตบอลสมัยใหม่ไม่ได้วัดกันแค่เงิน

มันวัดกันที่ระบบคัดเลือกนักเตะ

วัดกันที่โครงสร้าง

วัดกันที่การตัดสินใจ

ฮาร์ทส์ ทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีเกือบทั้งฤดูกาล

พวกเขาแค่พลาดตรงเส้นชัย ตรงกันข้าม ทีมนี้ทำให้ เซลติก ต้องกดดันจนถึงเกมสุดท้าย

และในลีกที่เคยแทบไม่มีการแข่งขันแบบนี้มานาน นั่นคือเรื่องใหญ่มากแล้ว

สุดท้ายฟุตบอลอาจจำแค่ชื่อแชมป์ แต่แฟนบอลจำนวนมากจะจำฤดูกาลนี้ของ ฮาร์ทส์ ไปอีกนาน

บางครั้ง การเปลี่ยนวงการ ไม่จำเป็นต้องจบด้วยถ้วยแชมป์เสมอไป

#HOSSALONSO



ที่มาของภาพ : Gettyimages
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport