เจาะลึกจุดจบ Japan Consortium ทำไมญี่ปุ่นยอมทุ่ม 3 หมื่นล้านเยน ย้ายบอลโลกไปซบสตรีมมิ่ง?

เจาะลึกจุดจบ Japan Consortium ทำไมญี่ปุ่นยอมทุ่ม 3 หมื่นล้านเยน ย้ายบอลโลกไปซบสตรีมมิ่ง?
ถอดรหัสทำไม Japan Consortium ถึงล่ม? และเบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์ Dentsu-DAZN-Docomo ในการคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 เมื่อฟรีทีวีแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป

อย่างที่หลายคนทราบกันดี แฟนบอลชาวญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความคลั่งไคล้และความเป็นระเบียบวินัย 

แต่ในโลกของธุรกิจถ่ายทอดสด ตลาดญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ "จุดเปลี่ยน" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อลิขสิทธิ์ ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเปิดทีวีรอเชียร์ "ซามูไรบลู" อีกต่อไป 

ทว่า... มันคือสงครามตัวเลขระดับ 3 หมื่นล้านเยนที่เดิมพันด้วยอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อ

ทำไมประเทศที่เคยดูบอลฟรีผ่านกลุ่ม "Japan Consortium" มายาวนาน ถึงยอมเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่ยุคสตรีมมิ่งเต็มตัว? 

SIAMSPORT จะพาไปหาคำตอบผ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกนี้

อวสาน Japan Consortium เมื่อพันธมิตรเดิมแบกรับไม่ไหว

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2002 ญี่ปุ่นใช้อาวุธที่ชื่อว่า Japan Consortium (JC) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างสถานีโทรทัศน์สาธารณะอย่าง NHK และสถานีโทรทัศน์เอกชนรายใหญ่ 

โมเดลนี้ทำให้คนญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้ดู "บอลโลกฟรี" ครบทุกแมตช์

แต่โลกความจริงในปี 2026 มันเปลี่ยนไปแล้ว ค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงขึ้นถึง 30,000 ล้านเยน (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2022 ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านเยน 

ในขณะที่รายได้จากการโฆษณาทางฟรีทีวีเริ่มถดถอย ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Nippon TV, TBS และ TV Tokyo ตัดสินใจถอยห่างจากร่มเงาของ JC เพราะมองว่า "การลงทุนครั้งนี้ไม่คุ้มค่า"

โมเดลธุรกิจใหม่ของ Dentsu-DAZN-Docomo

เมื่อช่องทีวีถอย คนที่ก้าวเข้ามาคือ เดนท์สุ (Dentsu) เอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ที่คว้าสิทธิ์ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มมาครอง 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการดึง DAZN แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกีฬา และ NTT Docomo ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม เข้ามา "หารครึ่ง" ค่าลิขสิทธิ์มหาศาลนี้

นี่คือยุทธศาสตร์ที่ญี่ปุ่นมองไกลไปกว่าแค่เรื่องฟุตบอล แต่มันคือการผนวก "คอนเทนต์ระดับพรีเมียม" เข้ากับ "โครงสร้างพื้นฐาน 5G" 

การที่แฟนบอลซามูไรบลูต้อง "จ่ายเพื่อดู" บนสตรีมมิ่ง อาจฟังดูเจ็บปวดสำหรับคนรุ่นเก่า แต่ในมุมของธุรกิจ มันคือทางรอดเดียวที่จะทำให้ญี่ปุ่นได้ดูบอลครบ 104 นัดในคุณภาพความคมชัดระดับสูง

อุปสรรคที่สตรีมมิ่งตอบโจทย์ได้ดีกว่าทีวี

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ "โซนเวลา" เนื่องจากเจ้าภาพครั้งนี้คือ สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโก แมตช์การแข่งขันส่วนใหญ่จะตรงกับช่วง ดึกสงัดหรือเช้ามืด ในญี่ปุ่น

สำหรับสถานีทีวีภาคพื้นดิน นี่คือฝันร้าย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเรียกเม็ดเงินโฆษณาได้ยาก 

แต่สำหรับระบบ On-demand ของสตรีมมิ่ง มันคือโอกาสทอง แฟนบอลสามารถเลือกดูย้อนหลังได้ทุกที่ทุกเวลาตามสไตล์ชีวิตของตัวเอง 

ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสมาร์ทโฟนมากกว่าหน้าจอทีวี

FIFA กับกลยุทธ์ "ขายตรง" และการขยายร่าง 48 ทีม

เราต้องไม่ลืมว่า FIFA ยุคนี้คือเครื่องจักรทำเงินที่เขี้ยวลากดิน การเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มแมตช์เป็น 104 นัด ทำให้ FIFA มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น 

นอกจากนี้ FIFA ยังเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ "Direct Sales" หรือการขายตรงในตลาดเอเชียแทนที่จะผ่านเอเยนซีซับซ้อนเหมือนเมื่อก่อน เพื่อรีดรายได้ให้ได้มากที่สุด

ญี่ปุ่นในฐานะชาติแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับกติกาใหม่นี้ 

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการพัฒนาฟุตบอลในประเทศและวิสัยทัศน์ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) ที่ต้องการให้บอลโลกเข้าถึงคนหมู่มากที่สุด แม้จะต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการ "ดูฟรี 100%" มาเป็น "Hybrid Model" ก็ตาม

การตัดสินใจของญี่ปุ่นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฟรีทีวี แต่มันคือการ "ปรับตัวเพื่ออยู่รอด" ในวันที่มูลค่าของกีฬาลิขสิทธิ์สูงเกินกว่าที่รัฐหรือสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวจะแบกรับไหว 

ญี่ปุ่นเลือกที่จะจ่ายแพงเพื่อ "ปิดดีล" ในรากฐานใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม โดยยังรักษาใจแฟนบอลรุ่นเก่าด้วยการให้ NHK ซื้อสิทธิ์บางส่วนมาลงฟรีทีวีในแมตช์สำคัญ

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport