ไขข้อสงสัย : ทำไมค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกแต่ละประเทศไม่เท่ากัน?

ไขข้อสงสัย : ทำไมค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกแต่ละประเทศไม่เท่ากัน?
ถอดรหัสกลไกราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านปัจจัยอำนาจซื้อ โซนเวลา และกฎหมาย Must Have ที่แฟนบอลต้องรู้

ถ้าจะให้พูดถึง ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในดินแดนอเมริกาเหนือ สิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกมองเห็นอาจจะเป็นภาพของสตาร์ดังระดับโลกหรือการขยายทีมเป็น 48 ชาติ 

แต่ในโลกหลังม่านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของตัวเลขและอำนาจการต่อรอง นี่คือ "มหาสงครามลิขสิทธิ์" ที่มีความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด

ทำไมบางประเทศต้องควักเนื้อจ่ายเงินหมื่นล้าน แต่บางชาติกลับได้ "ดีลราคาถูก" จนน่าเหลือเชื่อ? 

SIAMSPORT จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังของเรื่องนี้พร้อมกันที่นี่ครบจบที่เดียว

ราคาที่ไม่ได้วัดด้วย "จำนวนประชากร"

หากเราใช้ตรรกะว่าประเทศคนเยอะต้องจ่ายแพง? งั้นคุณลองดูที่ อินเดีย ที่มีประชากรมหาศาลควรจะครองแชมป์ราคาลิขสิทธิ์ 

แต่ความจริงกลับตบหน้าเราดังฉาด เมื่อ FIFA ตัดใจหั่นราคาแพ็กเกจอินเดียจาก 100 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครยอมควักเงินซื้อ

ตัดภาพไปที่ เกาหลีใต้ ชาติที่มีประชากรน้อยกว่าอินเดียหลายเท่า แต่พวกเขากลับยอม "ปิดดีล" ที่ตัวเลขสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.6 พันล้านบาท) 

คำถามคือทำไม? คำตอบคือ FIFA ไม่ได้ตั้งราคาตามจำนวนหัวประชากร แต่ตั้งตาม "อำนาจการซื้อ" และ "ความคลั่งไคล้" 

ในเกาหลีใต้ ฟุตบอลคือสินค้าเกรดพรีเมียมที่มีการแข่งขันแย่งชิงระหว่างสถานีโทรทัศน์อย่าง JTBC กับกลุ่มฟรีทีวีเดิมอย่างดุเดือด 

ขณะที่อินเดียแม้คนจะเยอะ แต่ฟุตบอลยังเป็นรองคริกเก็ตแบบไม่เห็นฝุ่น ทำให้มูลค่าเชิงพาณิชย์ในสายตาเอเจนซี่โฆษณานั้นต่างกันลิบลับ

"โซนเวลา" ภาษีที่มองไม่เห็น

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาลิขสิทธิ์ทั่วโลก "แกว่ง" คือสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้อย่าง "เขตเวลา" (Time Zones)

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา นี่คือ "สวรรค์" ของผู้ซื้อในฝั่งยุโรปและอเมริกา เพราะเวลาการแข่งขันเอื้อต่อการถ่ายทอดสดช่วงไพรม์ไทม์ ซึ่งหมายถึงยอดผู้ชมและค่าโฆษณามหาศาล

แต่สำหรับฝั่ง เอเชีย นี่คือ "ฝันร้าย"

เมื่อโปรแกรมส่วนใหญ่ตรงกับช่วงเช้ามาก ๆ หรือดึกจัด ๆ ในไทยหรืออินเดีย ความน่าสนใจของโฆษณาก็ฮวบลงทันที 

นี่คือเหตุผลที่ FIFA ต้องยอมลดราคาในบางตลาดเพื่อประคองไม่ให้เกิดอาการ "จอดำ" ในชาติที่มีฐานแฟนบอลหนาแน่นแต่เวลาไม่อำนวย

กฎเหล็ก Must Have และการผูกขาดที่หายไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาลิขสิทธิ์แต่ละที่ทำงานต่างกันคือ "ข้อบังคับทางกฎหมาย" 

หลายประเทศมีกฎหมาย Must Have เพื่อรับประกันว่าเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมอย่างฟุตบอลโลกต้อง "ดูฟรี"

ในบางประเทศ กฎนี้กลายเป็นตัวเบรกราคา เพราะเมื่อสถานีเอกชนซื้อไปแล้วต้องถูกบังคับให้แชร์สัญญาณกับฟรีทีวี 

ความจูงใจในการจ่าย "ราคามหาโหด" เพื่อสร้างกำไรจากยอดสมาชิกก็หายไป 

ตัวอย่างเช่นใน อินเดีย การควบรวมกิจการของยักษ์ใหญ่อย่าง Star India และ Viacom18 (กลายเป็น JioStar) ทำให้คู่แข่งที่จะมาแย่งประมูลราคาลดลง เมื่อไม่มีคู่แข่ง ราคาก็ย่อมดิ่งลงตามกลไกตลาด

ฟุตบอลโลกในวันที่กลายเป็นสินค้าหรู

FIFA ตั้งเป้ากวาดรายได้จากรอบนี้ให้ได้ถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนถึง 56% โดยมีลิขสิทธิ์ทีวีเป็นรายได้หลักที่คาดหวังว่าจะแตะ 4.2 พันล้านดอลลาร์

แต่ในขณะที่ FIFA กำลังรวยเอา ๆ ชาติในแถบอาเซียนหรือเอเชียใต้กลับต้องเผชิญกับภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ระหว่างราคาที่ FIFA ปั่นขึ้นกับความคุ้มค่าทางธุรกิจที่สวนทางกัน

สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลโลกอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเท่าเทียมบนผืนหญ้า แต่มันคือเกมเศรษฐศาสตร์ที่ใครมี "อำนาจการจ่าย" มากกว่า ก็ย่อมได้เข้าถึงความมันส์ได้ง่ายกว่า 

นี่คือสัจธรรมของโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่คุณต้องยอมรับ...

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport