โซโบซไล หล่อได้อีก! 5 ประเด็นเกม ลิเวอร์พูล รัวขย้ำ เลสเตอร์

กลายเป็นหวยล็อกไปซะแล้วเมื่อ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบสี่ถ้วย คาราบาวคัพ ได้สำเร็จจากการเปิดบ้านไล่ทุบ เลสเตอร์ ด้วยสกอร์ 3-1 อีกตามเคยในการฟาดแข้งเมื่อวันพุธที่ 27 ก.ย.โดยเกมนี้ หงส์แดง เสียประตูให้คู่แข่งก่อนอีกจนได้ แต่ไม่เป็นปัญหาเนื่องจากทีมแกร่งแห่งเมอร์ซีย์ไซด์มีเกมรุกที่จัดจ้านมากพอต่อการรัวกระสุนแซงชนะได้เหมือนหลายๆเกมที่ผ่านมาแม้ทีม เดอะ ฟ็อกซ์ จะมีผลงานที่ดีเยี่ยมในต้นซีซั่นถึงขนาดรั้งอันดับจ่าฝูงของ แชมเปี้ยนชิพ ก็ตามทีจากผลงานชนะเจ็ดแพ้หนึ่ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็หนีไม่พ้นต้องหยุดเส้นทางถ้วยลีกคัพเอาไว้แต่เพียงเท่านี้

1. หงส์โรเตชั่นสิบตำแหน่ง

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือทีม ลิเวอร์พูล ปรับทัพแบบอุตลุดอีกหนด้วยการเปลี่ยนโผตัวจริงมากถึง 10 รายจากเกม พรีเมียร์ลีก นัดสยบ เวสต์แฮม ที่ แอนฟิลด์ 3-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ในจำนวนนี้ กุนซือด๊อยทช์เลือกใช้งาน เคอร์ติส โจนส์ ต่อเนื่องแค่รายเดียวเท่านั้น แต่ลูกหม้อของทีมถูกจับให้เล่นเป็นแบ็คขวาอย่างน่าประหลาดใจ ขณะที่ วาตารุ เอ็นโด กับ ไรอัน กราเฟนแบร์ก สองมิดฟิลด์ตัวใหม่ได้ออกสตาร์ตตามคาด

2. โจนส์ กัปตันเจ้าถิ่น

นอกจากจะเป็นนักเตะหนึ่งเดียวจากเกมล่าสุดที่ได้ลงบู๊ต่อแล้ว โจนส์ ยังได้สวมบทกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ด้วยเช่นกัน

กระนั้นก็ดี ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองกลางวัย 22 ปีได้สวมปลอกแขนให้กับ หงส์แดง แต่เป็นหนที่สองเนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยเดินนำทีมลงสนามมาแล้วในเกม เอฟเอคัพ นัดรีเพลย์ปะทะกับ ชรูวส์บิวรี่ เมื่อปี 2020 โดยในเกมที่ว่านี้ นีล คริทช์ลีย์ รับหน้าที่เป็นกุนซือให้กับ เครื่องจักรสีแดง

3.จิ้งจอกไร้ วาร์ดี้


เลสเตอร์ ซึ่งตกลงสู่ แชมเปี้ยนชิพ และมี เอ็นโซ่ มาเรสก้า กุมบังเหียนเปลี่ยนตัวนักเตะหลายตำแหน่งเช่นกันโดยนัดนี้ คอเนอร์ โคดี้ ปราการหลังสาวก ลิเวอร์พูล ได้ดวลกับทีมโปรดโดยจับคู่กับ แฮร์รี่ ซูตทาร์

อย่างไรก็ดี จิ้งจอกสยาม บุกมาเหยียบ แอนฟิลด์ คราวนี้โดยปราศจาก เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าจอมเก๋าเดินทางมากับทีมด้วยทั้งๆที่เขามีสถิติสอยตาข่าย หงส์แดง ได้อย่างน่าเกรงขามรวม 10 ประตูจาก 17 นัดในทุกรายการ

จากตัวเลขดังกล่าว มีเพียง แอนดี้ โคล กับ แฮร์รี่ เคน เท่านั้นที่เป็นสองนักเตะที่พังประตู ลิเวอร์พูล ในเกมลีกได้มากกว่าดาวยิงทีม เดอะ ฟ๊อกซ์

4. ครึ่งแรกที่น่ากังขา?

สำหรับแฟนบอล เดอะ ค็อป เกมในครึ่งแรกน่าจะสร้างความหงุดหงิดให้กับพวกเขาไม่น้อยเพราะเป็นอีกเกมที่ทีมรักเสียประตูให้กับคู่แข่งก่อนอีกหนจนได้ และแค่สามนาทีแรก เคซีย์ แม็คเคเทียร์ ตัวแสบวัย 21 ปีของ เลสเตอร์ ก็หลุดมาเข่นให้ทีมเยือนออกนำตั้งแต่ไก่โห่

อย่างไรก็ดี ในจังหวะที่ว่าสาวก เร้ด แมชีน น่าจะมองว่า คอสตาส ซิมิคาส โดนทำฟาวล์ก่อนที่ เดอะ ฟ็อกซ์ จะโต้ขึ้นมาพังประตูได้สำเร็จ แต่ผู้ตัดสินไม่เป่า และที่สำคัญเกมนี้ไม่มีวีเออาร์ด้วยเนื่องจากตามกฏถ้วย คาราบาวคัพ จะไม่มีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยท่านเปาจนกว่าจะถึงรอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศที่สนาม เวมบลีย์ มันจึงอาจทำให้เจ้าบ้านเสียประโยชน์ในจังหวะปัญหานี้

เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 8 แฟน ลิเวอร์พูล น่าจะมองว่า เบน โด๊ค สมควรได้ลูกโทษในจังหวะโดนปะทะล้ม แต่ผู้ตัดสินไม่เห็นด้วยจึงแน่นอนว่าการปราศจากวีเออาร์อาจส่งผลร้ายต่อ หงส์แดง แต่ที่แน่ๆทีมของ คล็อปป์ น่าจะทวงสกอร์คืนได้หลายต่อหลายครั้งในช่วง 45 นาทีแรกเนื่องจากพวกเขาบุกกระหน่ำใส่ สุนัขจิ้งจอก ข้างเดียว และได้สับไกมากถึง 15 ครั้ง แต่ไม่เป็นประตูแม้จะส่งบอลเข้ากรอบ 5 ครั้ง ขณะที่ทีมเยือนได้ยิงแค่ 2 ครั้งและเข้ากรอบ 1 ครั้ง

5. ต้องถึงมือ(เท้า)โซโบซไล

ไม่ต่างอะไรจากครึ่งแรก หากแต่ครึ่งหลังเปลี่ยนมาเป็น ลิเวอร์พูล ได้ประตูตั้งแต่นาทีที่สามเช่นกันจากลูกยิงของ โคดี้ กัคโป ซึ่งเปลี่ยนสกอร์เป็น 1-1  และนับจากนั้น เครื่องจักรสีแดง ก็เดินหน้าเต็มกำลังหวังกำชัยใน 90 นาทีโดยไม่คิดลุ้นดวลลูกโทษตัดสิน และมาได้ลูกยิงจากหน้าเขตโทษสุดคมกริบของ โดมินิก โซโบซไล ตัวสำรองสร้างความฮือฮาพาเจ้าบ้านแซงนำ 2-1 จนน่าจะทำให้ความนิยมในตัวกองกลางทีมชาติ ฮังการี ในหมู่แฟน หงส์แดง พุ่งสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวเผยว่ายอดขายเสื้อของดาวเตะหน้ามนขายดีเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้า โม ซาลาห์ สตาร์ดังของทีมไปแล้ว

นอกจาก โซโบซไล แล้ว ก่อนหมดเวลานาทีเดียว ดีโอโก้ โชต้า ก็ยิงลูกไขว้ปิดจ็อบได้อย่างเด็ดขาดซึ่งทำให้ เดอะ ฟ็อกซ์ กลายเป็นเหยื่อที่หอมหวานที่สุดของดาวเตะโปรตุกีสไปแล้วจากผลงานกระทุ้งได้เพิ่มเป็น 9 ลูกจากการบู๊กัน 13 นัด แถมเป็นนัดที่ 4 ติตต่อกันที่เขาพังประตูทีม สุนัขจิ้งจอก ได้ที่ แอนฟิลด์ ซะด้วย

จากความปราชัยที่มีต่อ ลิเวอร์พูล ทำให้ เลสเตอร์ ไม่เคยบุกมาคว้าชัยที่ แอนฟิลด์ เลยนานถึง 23 ปีแล้วซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไรในเมื่อเกมล่าสุด หงส์แดง ยังข่มคู่ต่อกรรายนี้ได้เช่นเดิมจากโอกาสยิงประตูรวมทั้งสิ้น 29 ครั้ง และเข้ากรอบ 10 ครั้ง ขณะที่ทีมเยือนได้ยิงแค่ 4 ครั้งและเข้ากรอบ 1 ครั้ง

รวมทุกรายการ เลสเตอร์ ไม่ชนะที่ แอนฟิลด์ ต่อไปนาน 14 เกมติดต่อกันแล้วจากผลงานเสมอ 3 แพ้ 11 อีกทั้ง เร้ด แมชีน มีชัยเหนือทีมจากดิวิชั่นที่ต่ำกว่าในถ้วย ลีกคัพ 19 นัดหลังมากถึง 18 นัดด้วยนับตั้งแต่พวกเขาพ่ายการดวลลูกโทษให้กับ นอร์ทแฮมป์ตัน ในยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน เมื่อเดือนก.ย.2010


ที่มาของภาพ : getty images
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport