จาก “โค้ชเฮง” ถึง “มิคเกลสัน” : เรื่องราวของคนไทยบนเวทีบุนเดสลีกา

จาก “โค้ชเฮง” ถึง “มิคเกลสัน” : เรื่องราวของคนไทยบนเวทีบุนเดสลีกา
ย้อนรอย 47 ปีแห่งการรอคอยในบุนเดสลีกา เยอรมนี จากผู้บุกเบิก 'โค้ชเฮง' วิทยา เลาหกุล กับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน สู่การลงสนามประวัติศาสตร์ของ 'ลูกโซ่' นิโคลัส มิคเกลสัน พาเอลเวอร์สแบร์ก พลิกแซงกลัดบัค 4-3

สำหรับคนทั่วไป ระยะเวลา 47 ปี อาจยาวนานพอที่จะเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาจนเกือบถึงวัยเกษียณ

แต่มันมีสิ่งนึงที่น่าแปลก เพราะตัวเลขนี้กลับทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเรื่องราวของชายสองคนที่ไม่เคยเล่นฟุตบอลร่วมยุคสมัยกันด้วยซ้ำ

วิทยา เลาหกุล คือเด็กหนุ่มจากเมืองลำพูน ผู้หอบหิ้วความฝันข้ามน้ำข้ามทะเลไปปักธงไทยผืนแรกไว้บนสมรภูมิลีกสูงสุดของเยอรมัน 

ขณะที่อีกคนคือ นิโคลัส มิคเกลสัน วิงแบ็กหนุ่มลูกครึ่งที่เติบโตขึ้นในนอร์เวย์ ชายผู้ยอมหันหลังให้กับโอกาสที่จะได้ลงเล่นเคียงข้างกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นระดับปรากฏการณ์ของฟุตบอลโลก 

เพื่อเดินทางกลับมารับใช้สายเลือดฝั่งคุณแม่ และจารึกชื่อเป็นคนไทยคนแรกในรอบหลายปีที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ... ทว่ามันคือเรื่องราวของการบุกเบิก การต่อสู้กับอคติ และคำสัญญาที่มีต่อ "รากเหง้า" ของตัวเอง

ติดตามเรื่องนี้พร้อมกันที่ SIAMSPORT

[ "ไทยบูม" ภายใต้กำแพงเบอร์ลิน ]

ย้อนกลับไปในปี 1979 ฟุตบอลไทย ยังห่างไกลจากคำว่า ฟุตบอลอาชีพมาก 

แต่ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ในวัย 25 ปี ตัดสินใจทิ้งความมั่นคงและเงินก้อนโตที่สโมสรยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ โอซากะ ในปัจจุบัน) ยื่นข้อเสนอสัญญา 5 ปีให้ 

เพียงเพราะฟุตบอลลีกในญี่ปุ่นยุคนั้นยังมีคนดูน้อยมากแค่หลักร้อย ซึ่งมันไม่สามารถเติมเต็มความฝันในวัยเด็กที่เขาเคยวาดภาพตัวเองเล่นท่ามกลางผู้คนนับหมื่นในยุโรปได้

ซึ่งโชคชะตาเปิดประตูให้เขา หลังจากโชว์ฟอร์มสะดุดตาแมวมองในเกมอุ่นเครื่องกับ ฟอร์ทูนา โคโลญจน์ 

โค้ชเฮง ตอบตกลงไป แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ทันทีโดยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมืองหลวงของเยอรมนีในยุคนั้นถูกล้อมกรอบไว้ด้วยกำแพงคอนกรีตสูงชันและลวดหนาม

ชีวิตในเบอร์ลินตะวันตกของ โค้ชเฮง นั้นโดดเดี่ยวและเหงามาก ๆ เขาพักอยู่ในย่านการปกครองของอังกฤษ ไม่มีรถขับ และมีเพียงจักรยานสองล้อคู่ใจที่ปั่นฝ่าลมหนาวไปสนามซ้อมในทุก ๆ วัน 

ยิ่งไปกว่านั้น สมรภูมิมืออาชีพแห่งนี้ไม่ได้ต้อนรับคนเอเชียอย่างอบอุ่นเลยสักนิด เพื่อนร่วมทีมชาวเยอรมันต่างจงใจเตะปะทะหนัก ๆ เพื่อแย่งเงินโบนัสตัวจริง 

พะโล้ถึงขนาดที่ว่าบางคนจงใจถ่มน้ำลายลงมาจากอัฒจันทร์ใส่หัวของเขาในตอนซ้อมทดสอบร่างกาย ขณะที่แฟนบอลบนอัฒจันทร์ต่างพากันตะโกนด่าเขาว่า "ไอ้หมูสกปรก" หรือ "ไอ้คนจีน"

แต่เรื่องที่ตอกย้ำความยากลำบากของ "ไทยบูม" มากที่สุด คือการเข้ามาของเฮดโค้ชคนใหม่ที่ชื่อ จอร์จ กาวลิเช็ค โค้ชผู้มีอคติกับ คนไทย เข้าเส้นเลือด เพียงเพราะเคยมีเพื่อนโดนขโมยกล้องถ่ายรูปที่เมืองไทย 

กาวลิเช็ค ดอง โค้ชเฮง จนตูดด้านโดยไม่มีเหตุผล และแกล้งส่งเขาออกไปวิ่งวอร์มอัพร่างกายข้างนอก กลางสภาพอากาศหนาวจัดติดลบ 15 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม วิธีการเอาคืนของเด็กหนุ่มจากลำพูนรายนี้ช่างเยือกเย็นและแหลมคม 

โค้ชเฮง ไม่ได้ประท้วงด้วยคำพูด แต่เขาเลือกที่จะเขียนชื่อของ โค้ชกาวลิเช็ค เอาไว้ใต้พื้นรองเท้าสตั๊ด เพื่อเป็นเชื้อไฟเตือนใจตัวเองในทุกครั้งที่ผูกเชือกรองเท้าว่าเขาต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิมเพื่อเอาชนะอคติเหล่านั้นให้ได้

ตลอด 3 ปีกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน โค้ชเฮง ได้ลงสัมผัสเกม บุนเดสลีกา ไป 33 นัด ก่อนะย้ายไปสร้างความยิ่งใหญ่พาสโมสร เอฟซี ซาร์บรึคเคิน คว้าแชมป์ลีกล่างเลื่อนชั้นได้สำเร็จ 

ทว่า สิ่งหนึ่งที่เขายอมรับว่าเสียดายที่สุดในชีวิต คือการปฏิเสธคำชักชวนของ เนโร ดิ มาร์ติโน่ โค้ชผู้รักษาประตูที่พยายามจะพาเขาย้ายไปร่วมทีม นาโปลี ในอิตาลีเมื่อปี 1982 

เนื่องจาก โค้ชเฮง ไม่อยากเริ่มต้นปรับตัวกับภาษาและวัฒนธรรมใหม่อีกครั้ง โดยหลังจากนั้นอีกเพียงสองปี นาโปลี ก็ปิดดีลคว้าตัว ดิเอโก้ มาราโดน่า มาร่วมทีม

ท้ายที่สุด ในขณะที่กำลังอยู่ในจุดพีคที่สุดของการค้าแข้ง โค้ชเฮง กลับเลือกที่จะยุติสัญญากลับมาเมืองไทยดื้อ ๆ ในวัยเพียง 31-32 ปี เพราะร้อนวิชาอยากกลับมาวางรากฐานและสร้างคนรุ่นต่อไปให้กับสัญชาติเกิด 

ซึ่ง โค้ชเฮง ยอมรับในภายหลังว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ... ทว่าผลผลิตจากการเสียสละในวันนั้น กลับเป็นนักเตะ ทีมชาติไทย หลาย ๆ คนจนถึงทุกวันนี้ 

[ “นิโคลัส มิคเกลสัน" และเส้นทางลูกหนังเพื่อรอยยิ้มของแม่ ]

หากตำนานของ โค้ชเฮง คือการต่อสู้เพื่อความฝัน ... เรื่องราวของ "ลูกโซ่" นิโคลัส มิคเกลสัน ก็คือการออกเดินทางเพื่อตามหาคำตอบและจิตวิญญาณแห่งสายเลือด

มิคเกลสัน เกิดและเติบโตที่เมืองสคีน ประเทศนอร์เวย์ มีคุณพ่อเป็นชาวนอร์เวย์ และมีคุณแม่เป็นชาวพิษณุโลก 

ฝีเท้าของเขาโดดเด่นจนถูกเรียกตัวติด ทีมชาติเยาวชนนอร์เวย์ ทุกชุดตั้งแต่ U16 จนถึง U21 ในแคมป์เยาวชนยุคนั้น เขาแชร์ห้องแต่งตัวและฝึกซ้อมร่วมกับดาวยิงระดับโลกอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ และเพลย์เมกเกอร์ระดับท็อปอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด

แต่ในปี 2022 เมื่อ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ติดต่อทาบทามเขาให้มาร่วม ทัพช้างศึก ซึ่ง มิคเกลสัน กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับ นอร์เวย์ และสวมเสื้อสีน้ำเงินของ ทีมชาติไทย ทันที

คำถามที่แฟนบอลนอร์เวย์และยุโรปสงสัยถูก มิคเกลสัน ตอบกลับด้วยคำพูดที่เรียบง่าย แต่ทำให้แฟนบอลชาวไทยจดจำเขาไปตลอดกาล

"ผมใช้เวลาตัดสินใจเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นในการเลือก ‘ทีมชาติไทย’ เพราะคุณแม่มอบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้ผมมาโดยตลอด และผมรู้ว่าคุณแม่จะมีความสุขมากหากได้เห็นผมลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดของท่าน ผมอยากทำสิ่งนี้เพื่อตอบแทนพระคุณของแม่"

ทัศนคติแบบน้ำไม่เต็มแก้ว แถมมีวินัยระดับมืออาชีพที่เคร่งครัดในการกินอยู่ซ้อมเพิ่มเพื่อเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองในทุกวันแข่ง ได้พาเขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น 

โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 มิคเกลสัน ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม เอสเฟา เอลเวอร์สแบร์ก (SV Elversberg) ในลีกรองของเยอรมนี

เอลเวอร์สแบร์ก คือสโมสรที่เป็นตัวแทนของเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกของเยอรมนีที่มีประชากรเพียง 13,000 คน พวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างยาวนานถึง 119 ปีเต็ม 

นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1907 กว่าจะสร้างปาฏิหาริย์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด บุนเดสลีกา ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569

ความแข็งแกร่งและสมาธิที่แน่วแน่ของ มิคเกลสันทำให้เขาได้รับคำชื่นชมอย่างสูงจาก โจเซฟ ไวส์มุลเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสโมสรที่กล่าวยกย่องเขาว่า

"สำหรับสโมสรเราแล้ว มิคเกลสัน เปรียบเหมือนทองคำล้ำค่า เขามีคุณภาพการเล่นที่สูงมาก กระหายในชัยชนะ และความเงียบขรึมแต่ทรงพลังของเขาทำให้ได้รับความเคารพจากเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างยิ่ง"

[ 15 นาทีแห่งความบ้าคลั่งที่โบรุสเซีย พาร์ค ]

บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2026/27 เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เกมนัดที่สองในวันที่ 5 กันยายน 2569 ณ สนามโบรุสเซีย พาร์ค กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่ประสานสองยุคสมัยเข้าด้วยกัน

เกมนี้น้องใหม่อย่าง เอลเวอร์สแบร์ก ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตหลังบ้านพะโล้ต้มยำโดน ฮูโก้ โบลิน ยิงดับเบิ้ล และ โจ สแกลลี่ สอยอีกเม็ด พาเจ้าถิ่นกลัดบัคนำห่างไปถึง 3-1 หนำซ้ำ วินเซนต์ ว้ากเนอร์ กุนซือของพวกเขายังโดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปอีก

ทว่า ในนาทีที่ 75 ตอนที่เสียงเพลงเชียร์เจ้าถิ่นดังกระหึ่ม สต๊าฟโค้ชตัดสินใจส่ง นิโคลัส มิคเกลสัน ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาแทน ลาสเซ่อ กุนเธอร์

และนั่นคือวินาทีสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 47 ปีของแฟนบอลไทย

หลังจาก มิคเกลสัน สัมผัสผืนหญ้า บุนเดสลีกา เป็นนัดแรก เกมรับฝั่งขวาของ เอลเวอร์สแบร์ก นิ่งและเหนียวแน่นขึ้นทันที 

ก่อนที่สปิริตนักสู้ของทีมน้องใหม่จะทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการรัวคืนสามประตูรวดจากการสังหารของ โมริซ ครัตเทนมัคเกอร์ นาทีที่ 66, เฟลิกซ์ ไคเดล ตีเสมอ 3-3 นาทีที่ 80 

และดราม่าขั้นสุดเมื่อ ครัตเทนมัคเกอร์ สอยประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 พา เอลเวอร์สแบร์ก พลิกนรกแซงชนะไปอย่างบ้าคลั่ง 4-3 ช็อกแฟนบอลเจ้าถิ่นทั้งสนาม

ระยะเวลา 47 ปีอันยาวนานที่ไม่มีแข้งไทยคนไหนเดินไปถึงจุดนั้นได้รับการปลดล็อกแล้วอย่างเป็นทางการที่เมืองเบียร์

ก้าวแรกบนลีกสูงสุดของ นิโคลัส มิคเกลสัน ในเกมระดับห้าดาวที่โบรุสเซีย พาร์ค ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชัยชนะ 3 คะแนนของสโมสรเล็ก ๆ อย่าง เอลเวอร์สแบร์กเท่านั้น

แต่มันคือก้าวประวัติศาสตร์ที่ส่งสารถึงเด็กไทยหลาย ๆ คนที่มีความฝันอยากไปเล่นในประเทศว่า "เส้นทางสายนี้มีอยู่จริง" 


แฟนบอลลูกหนังเมืองเบียร์ สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา 2026/27 รับฟังเสียงพากย์ภาษาไทยครบทั้ง 306 แมตช์ และบุนเดสลีกา 2 ตลอดทั้งฤดูกาล พร้อมไฮไลต์และรีรันจัดเต็มที่ AIS PLAY เพียงสมัครแพ็กเกจ PLAY ALL และรับชมกีฬาระดับโลกอื่นๆ ครบจบในแพ็กเดียว


ตัน กวาร์ดิโอล่า 



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport