จนมาถึงช่วง 50 เมตรสุดท้ายที่ญี่ปุ่น
ตอนนั้น จอชชัว ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตัวเองจะชนะหรือไม่
เขาอาจมองเห็นแผ่นหลังของคู่แข่งที่ยังอยู่ข้างหน้า อาจรู้ว่าระยะทางกำลังเหลือน้อยลงทุกที แต่สิ่งเดียวที่ทำได้ในวินาทีนั้น คือวิ่งต่อไปให้สุดทาง
แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ก้าวสุดท้าย
จอชชัว ไล่ระยะเข้ามา ก่อนแซงและพาตัวเองผ่านเส้นชัยด้วยเวลา 44.90 วินาที
เร็วกว่า สุไลมาน อับดุลราห์มาน เพียง 0.09 วินาที
เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนจากการเป็นผู้ไล่ตาม ให้กลายเป็นแชมป์ เอเชียนเกมส์
และเปลี่ยนชื่อของ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์กรีฑาไทย
วันต่อมา ผมได้เห็นเขาอีกครั้ง
ไม่ใช่ตอนกำลังวิ่ง ไม่ใช่ตอนกำลังเร่งความเร็วช่วงโค้งสุดท้าย และไม่ใช่ตอนพุ่งผ่านเส้นชัย
แต่เป็นตอนที่เขายืนนิ่งอยู่บนโพเดียม
ก่อนเพลงชาติไทยจะดังขึ้น กล้องจับภาพไปที่ใบหน้าของ จอชชัว
แววตาคู่นั้นดูเหมือนกำลังพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ผมไม่รู้หรอกครับว่า วินาทีนั้นเขากำลังคิดถึงอะไร
อาจเป็น 50 เมตรสุดท้ายเมื่อคืนก่อน
อาจเป็นวันที่ตัวเองกวาด 4 เหรียญทองซีเกมส์ตอนอายุ 19 ปี
อาจเป็นวันที่กลับจากซีเกมส์โดยไม่มีเหรียญประเภทบุคคล
อาจเป็นหลายปีของการฝึกซ้อมใน ออสเตรเลีย
อาจเป็นคุณแม่ ประเทศไทย หรือผ้าคาดศีรษะสีชมพูที่อยู่กับเขาบนเส้นทางนี้
หรือบางที ทุกเรื่องเหล่านั้นอาจกำลังเดินทางกลับมาอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน
เราไม่มีทางรู้ได้ทั้งหมด
แต่บางครั้ง เรื่องราวของนักกีฬาก็ไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายออกมาเป็นคำพูดเสมอไป
เพราะจากเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียที่เลือกวิ่งในนามประเทศไทย ผ่านทั้งวันที่ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด วันที่ผลงานไม่เป็นอย่างหวัง และวันที่ต้องค่อย ๆ สร้างตัวเองกลับขึ้นมาใหม่
วันนี้ เขายืนอยู่บนโพเดียมสูงสุดของ เอเชียนเกมส์
ฟังเพลงชาติไทยในฐานะแชมป์ 400 เมตรชาย
บางทีเรื่องราวทั้งหมดที่ จอชชัว แอทคินสัน เดินทางผ่านมา
อาจมองเห็นได้ชัดที่สุด ผ่านแววตาคู่นั้น ก่อนเพลงชาติไทยจะดังขึ้น