ฟุตบอลโลกผ่านไป

ฟุตบอลโลกผ่านไป
4 ปีข้างหน้าฟุตบอลโลกจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ

มันอาจจะเพิ่มเป็น 64 ทีมจริง ๆ ก็ได้ เพราะทิศทางมันพร้อมให้ดำเนินไปอย่างนั้นอยู่แล้ว

มีข้ออ้างน้ำหนักมหึมาที่จะบอกว่าระบบ 48 ทีมไม่เหมาะ กติกาการคัดสรรหาทีมเข้ารอบต่อไปมีปัญหา เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบด้วยการแข่งขันไม่ได้จบแค่เพียงในกลุ่ม แต่มันยังกระทบกับทีมนอกกลุ่ม

ทีมไหนแข่งทีหลังจึงได้รู้เงื่อนไขเข้ารอบ-ตกรอบของตัวเอง ไม่โปร่งใสอย่างที่ควรจะเป็น

มันปูทางไปสู่การเพิ่มทีมเป็น 64 และจะไม่ใช่ลดทีมมาเหลือ 32 แน่ ๆ

อันที่จริงกติกาสำหรับระบบ 48 ทีมนั้น ผมมาคิด ๆ ดูว่าถ้าจะลองใช้รูปแบบที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ใช้กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาก็น่าจะแก้ปัญหาความวุ่นวายเรื่องทีมอันดับ 3 ได้เหมือนกันนะครับ

เพราะในเบื้องต้นทีมอันดับ 3 ของกลุ่มก็ไม่ควรได้เข้ารอบต่อไปอยู่แล้ว และเราจะตั้งต้นจากตรงนี้ว่ามีเพียง 2 อันดับแรกของกลุ่มเท่านั้นที่จะเข้ารอบได้

โจทย์จึงเหลือเพียงแค่ว่าจะจัดการอย่างไรกับ 24 ทีมที่ได้เข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่มกับรองแชมป์กลุ่มของทั้ง 12 กลุ่ม

รูปแบบทีมวาง 1-8 ของแชมเปี้ยนส์ ลีกจึงเป็นรูปแบบที่ผมคิดว่าน่าสนใจและน่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ คือทีมแชมป์ที่มีผลงานดีที่สุด 8 จาก 12 ทีมได้ผ่านเข้าไปยืนรอในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลย

ที่เหลืออีก 16 ทีมคือแชมป์กลุ่ม 4 ทีมที่เหลือกับรองแชมป์กลุ่มอีก 12 ทีมมาจับคู่ฟาดแข้งกันในรอบเพลย์ออฟ เรียงคู่เตะตามลำดับ อันดับ 1 เจออันดับ 16.. อันดับ 2 เจออันดับ 15.. อันดับ 3 เจออันดับ 14 ไล่ไปเรื่อย ๆ จนครบ 8 คู่

ใครชนะก็ผ่านเข้าไปเจอกับทีมวางทั้ง 8

ถ้าแข่งกันแบบนี้หมายความว่าทุกทีมยังต้องเตะให้เต็มที่เพื่อหนีอันดับ 3 ของกลุ่ม ไม่มีคะแนนของใครมาเป็นเกณฑ์ว่าต้องการผลการแข่งขันอย่างไรถึงจะได้ไปต่อ ทุกทีมเจอโจทย์เดียวกันหมดคือถ้าไม่ติด 2 อันดับแรกของกลุ่มก็เก็บกระเป๋ากลับบ้าน

ตรงนี้ตัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำอันดับ 3 กลุ่มนี้เตะก่อน อันดับ 3 กลุ่มนั้นเตะทีหลังออกไปได้

จากนั้นอันดับที่มีผลต่อไปคือแชมป์กลุ่ม จะว่าไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบเลยก็คงไม่ใช่ เพราะสุดท้ายแล้วทีมที่ลงเตะทีหลังย่อมรู้โจทย์ของตัวเองอยู่ดีว่าต้องการผลการแข่งขันอย่างไรหรือต้องการสกอร์เท่าใดถึงจะกระโดดขึ้นไปติด 1-8 ที่จะได้บาย

ยิง 3 ลูกไม่พอต้องชนะ 4 ลูก หรือแค่เสมอก็เพียงพอต่อการติด Top 8 อย่าแพ้ก็แล้วกันอะไรทำนองนั้น

เรื่องความสนุกตื่นเต้นผมคิดว่ามันก็คงพอ ๆ กันเพราะทุกคนรู้เงื่อนไขอยู่แล้วว่าผลแบบไหนทีมใดเข้ารอบ-ตกรอบ เพียงแต่ถ้าเรายึดจากหลักการว่าทีมอันดับ 3 ไม่ควรได้ไปต่อ การเตะเพื่อแย่งชิงพื้นที่ Top 8 เพื่อได้บายก็ยังดูมีเหตุมีผลกว่า

แต่ฟีฟ่าคงไม่เลือกทางนี้หรอก เพราะมันหมายถึงจำนวนเกมที่จะหายไป 8 เกม มันเกี่ยวข้องกับเงินมหาศาลเอาการ

เรื่อง Hydration break เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่าอาจจะกลายเป็น New Normal ของฟีฟ่าหลังจากนี้ บางที จานนี่ อินฟันติโน่ ท่านประธานขององค์กรอาจให้ใส่ลงไปในทุก ๆ ทัวร์นาเม้นต์ของฟีฟ่าเลยก็ได้ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางสุขภาพของนักฟุตบอลแต่เป็นเม็ดเงินมหาศาลที่มองเห็นจากเวิลด์คัพ 2026

ชอบไม่ชอบเราคงไม่อาจทำอะไรได้ ส่วนตัวผมยังคงรู้สึกเหมือนเดิมคือไม่ชอบ เพราะมันเปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้แก้เกมมากเกินไป ฟุตบอลในความเข้าใจของผม ก่อนเกมโค้ชสำคัญ 80 เปอร์เซนต์ นักเตะสำคัญ 20 เปอร์เซนต์ แต่พอลงเตะแล้วโค้ชสำคัญแค่ 20 เปอร์เซนต์ นักเตะต่างหากที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ เฉพาะหน้ากันเอง

ในเกม ๆ หนึ่ง นักฟุตบอล 22 คนในสนามได้ฟาดฟันกันทั้งฝีเท้า ทีมเวิร์ค ระบบ ความคิด การอ่านเกม และการแก้ปัญหา มันคือศิลปะอย่างหนึ่งที่นักเตะต้องเอาตัวรอดกันในสนาม

บทบาทของโค้ชในการเตรียมทีมก่อนเกม ช่วงพักครึ่งที่ได้แก้เกม และโอกาสในการเปลี่ยนตัว 5 ครั้งผมคิดว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอิทธิพลของโค้ชลงไปอีกในช่วงกลางครึ่งแรกกับกลางครึ่งหลัง มันเยอะเกินไป

แต่จากทิศทาง ผมเชื่อว่า Hydration break จะถูกนำมาใช้ต่อเนื่องหลังจากนี้ ไม่แน่อาจลามไปถึงฟุตบอลลีกทั้งหลายด้วยเพราะเห็นรายได้ที่ชัดขึ้นมาก

ลีกที่คอนเซอร์เวทีฟมาก ๆ ก็อาจจะยากหน่อย แต่ลีกที่ยืดหยุ่นรับความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเลยก็ได้

โลกวันนี้เดินหน้าเร็วเหมือนคนกำลังรีบ ก้าวเดินฉับ ๆๆ ไม่มองใคร ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ทุกวงการล่ะครับที่เราได้เห็นอะไรใหม่ ๆ สังคมใหม่ การเมืองใหม่ แนวทางใหม่ สงครามแบบใหม่ ๆ

จากที่เคยเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ฟุตบอลโลกในวันที่ชีวิตยังสโลว์ไลฟ์ มีนัดกัน 4 ปีครั้ง ให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง

ฟุตบอลโลกในวันนี้ที่ทุกอย่างเดินเร็วฉึบฉับ ระยะเวลาเท่ากันแต่ก็ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

ธรรมชาติของการติดตามต่างไป จากที่ต้องรอผลทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือได้ดูแค่เทปบันทึกการแข่งขัน หรือดูสดแค่บางเกม พลาดแล้วพลาดเลย มาถึงวันนี้เราสามารถดูมันเมื่อไหร่ก็ได้ จะดูสด ดูย้อนหลัง ดูแบบเต็มเกมหรือเลือกดูแค่ไฮไลต์

จากที่เคยต้องไล่ล่าหาซื้อหนังสือตามแผงมาอ่านรายละเอียดเกม มาดูภาพสวย ๆ มาศึกษาแต่ละทีมผ่านบทความและสกู๊ปเอ๊กซ์คลูซีฟ หรือผ่านรายการพิเศษทางโทรทัศน์ ดื่มด่ำมัน ซึมซับมัน ทุกวันนี้การเสพสื่อเป็นอีกแบบหนึ่ง เราได้เห็นทั้งข่าวจริง ข่าวเท็จ ข่าวปั่น หรือคลิปสั้น ๆ ที่อาจตัดสินใครสักคนไปได้ตลอดกาลภายใต้คำศักดิ์สิทธิ "ดิจิตอลฟุตปรินท์"

คำด่าทอดูถูกเหยียดหยามหรือทัศนคติด้านลบถึงหูถึงตาเราเร็วกว่าที่เคยเพียงแค่ปลายนิ้วกดส่ง ยุคก่อนมีไหมก็คงมีอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่มันถูกจำกัดให้อยู่แค่ในวงแคบ ๆ ด้วยความล้าสมัยของเทคโนโลยี

โลกเปลี่ยนไปเร็ว มันส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุก ๆ ด้านของเรา ไม่ต้องย้อนไปไกลเอาแค่ 10 ปีที่ผ่านมาก็พอ เราก็คงได้เห็นหลายอย่างที่เดินเร็วขึ้น

จากฟุตบอลโลก 2026 ยอมรับว่านึกภาพชัด ๆ ของฟุตบอลโลก 2030 ไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะมีรูปโฉมอย่างไร จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอีกบ้าง จะเปลี่ยนมากหรือน้อยแค่ไหน หรือมีกฎกติกาใหม่ ๆ รวมทั้งอะไรที่อาจเป็น New Normal ใหม่ ๆ ได้อีก

รอให้เวลามาถึงอย่างเดียวกับ แค่ 4 ปีเอง เผลอแผล็บ ๆ มันก็มาเคาะประตูบ้านอีกแล้ว

-ตังกุย-



ที่มาของภาพ : Gettyimages
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport