มีการยอมรับกันมากขึ้นว่า แม้ บราซิล จะยังเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยนักเตะพรสวรรค์มากที่สุดในโลก แต่พวกเขากลับถูกชาติมหาอำนาจจากยุโรปทิ้งห่างบนเวทีทีมชาติ
นักเตะชาวบราซิลกระจายตัวอยู่ทั่ว 5 ลีกชั้นนำในยุโรป และค้าแข้งกับสโมสรระดับแถวหน้ามากมาย ทว่าผลงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่ในระยะกลาง กลับพิสูจน์ว่า คุณภาพของพ่อค้าแข้งเหล่านั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นความสำเร็จในรูปแบบของถ้วยแชมป์ให้ทีมชาติได้
ด้วยเหตุนี้ คาร์โล อันเชล็อตติ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติบราซิลเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อ บราซิล จบรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโซนอเมริกาใต้ เพียงอันดับ 5 คำถามจึงเกิดขึ้นว่า กุนซือผู้คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 5 สมัย กำลังพาทีมเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริงหรือไม่
- เจ้าพ่อฟุตบอลถ้วย
หากไม่นับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แล้ว อันเชล็อตติ ถือเป็นกุนซือที่ยังทำงานอยู่ และประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการลูกหนัง เขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในหลายยุค หลายประเทศ และกับนักเตะหลากหลายชุด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การคว้าแชมป์
"อันเช่" คว้าแชมป์ลีกกับ เอซี มิลาน ในอิตาลี, เชลซี ในอังกฤษ, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในฝรั่งเศส, บาเยิร์น มิวนิค ในเยอรมนี และ เรอัล มาดริด ในสเปน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ จากความสำเร็จรายการใหญ่ทั้งหมด 31 แชมป์ มีเพียง 6 แชมป์ เท่านั้นที่เป็นแชมป์ลีก แม้เขาจะสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ครบกับทุกสโมสรที่กล่าวมา
สิ่งที่สำคัญสำหรับ บราซิล และสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิล (ซีบีเอฟ) คือ ผลงานชิ้นเอกของ อันเชล็อตติ มักเกิดขึ้นใน ฟุตบอลถ้วย มากกว่า โดยเขาคือผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังทำได้ใน 3 ยุคที่แตกต่างกัน
"คาร์เล็ตโต้" พา เอซี มิลาน ชุดยิ่งใหญ่แห่งทศวรรษ 2000 คว้าแชมป์ยุโรปในปี 2003 และ 2007 ก่อนจะย้ายไปพา เรอัล มาดริด ปลดล็อกแชมป์ยุโรปสมัยที่ 10 ที่แฟนบอลรอคอยมานานถึง 12 ปี ในปี 2014
จากนั้น เมื่อเรอัล มาดริด ต้องการตัวเขาอีกครั้ง อันเชล็อตติ ก็กลับมาคว้าแชมป์ถ้วยใบโตยุโรปเพิ่มอีก 2 สมัย ในช่วงทศวรรษ 2020 แน่นอนศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นเวทีสูงสุดของฟุตบอลสโมสรแบบน็อกเอาต์ และ อันเชล็อตติ คือชายผู้พิชิตเวทีแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับทีมชาติระดับตำนานอย่าง บราซิล ที่กำลังเผชิญวิกฤตด้านอัตลักษณ์และรูปแบบการเล่น การได้กุนซือที่เชี่ยวชาญเกมทัวร์นาเมนต์แบบแพ้คัดออกเช่นนี้ จึงดูเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
- การรอคอยแชมป์โลก 24 ปีครั้งแรก
ประวัติศาสตร์ของ ทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดชาติหนึ่งของโลก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เมื่อพวกเขาเคยมีสุดยอดนักเตะอย่าง เปเล่, การ์รินช่า, โซเครตีส, ซิโก้, แซร์จินโญ่, โรมาริโอ, โรนัลโด้, โรนัลดินโญ่, คาฟู และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส รวมถึงตำนานอีกมากมายสวมเสื้อทีมชาติ
แม้หลายคนอาจมองว่า ดาวทั้ง 5 ดวง บนหน้าอกเสื้อทีมชาติบราซิลเกิดจากการรวมตัวของนักเตะอัจฉริยะเหล่านี้ แต่ความจริงแล้ว ความยิ่งใหญ่ของบราซิลถูกสร้างขึ้นใน 3 ยุคสำคัญ ที่แตกต่างกัน
ยุคของ เปเล่ คือช่วงเวลาที่บราซิลคว้าแชมป์โลกในปี 1958, 1962 และ 1970 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนมักลืมคือ หลังจากคว้าแชมป์ในปี 1970 แล้ว บราซิลต้องรอคอยนานถึง 24 ปี กว่าจะได้ชูถ้วยแชมป์โลกอีกครั้ง
แชมป์โลกปี 1994 เกิดขึ้นภายใต้การนำของ ดุงก้า กองกลางตัวรับผู้เล่นดุดัน แม้ทีมชุดนี้จะเป็นผู้ยุติการรอคอยแชมป์โลกที่ยาวนานถึง 24 ปี แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องรูปแบบการเล่น
คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์เรย์ร่า กุนซือของทีมในเวลานั้น ปรับบราซิลให้มีสไตล์ที่เป็น "ฟุตบอลแบบยุโรป" มากขึ้น เน้นความรัดกุมและผลการแข่งขัน มากกว่าจะเล่นฟุตบอลเกมรุกอันพลิ้วไหวในแบบ "แซมบ้าฟุตบอล" ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของบราซิลในอดีต
ขณะที่ในปี 2002 บราซิลก็หวนกลับไปเล่นฟุตบอลในแบบฉบับดั้งเดิมอีกครั้ง โดยทีมชุดนั้นเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้ , โรนัลดินโญ่, ริวัลโด้, คาฟู, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ กิลแบร์โต้ ซิลวา ซึ่งต่างลงสนามภายใต้การคุมทีมของ หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่
บราซิลชุดปี 2002 แทบจะเป็น ภาพตรงกันข้าม กับทีมแชมป์โลกปี 1994 อย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ต้องเล่นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษแม้แต่เกมเดียว ไม่ต้องดวลจุดโทษแม้แต่ครั้งเดียว และเดินหน้าถล่มคู่แข่งตลอดเส้นทาง จนกลายเป็น ทีมเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่คว้าชัยชนะครบทั้ง 7 นัด ในทัวร์นาเมนต์เดียว
นั่นคือช่วงเวลาที่บราซิลนำ "โชกา โบนิโต " (Joga Bonito) หรือ "ฟุตบอลอันงดงาม" กลับคืนสู่เวทีโลกอีกครั้ง
- ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยวิวัฒนาการของเกมฟุตบอล
นับตั้งแต่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2002 เป็นต้นมา ทีมชาติบราซิลต้องจอดป้ายเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศถึง 4 ครั้ง และผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้เพียงครั้งเดียว ก่อนจะพบกับฝันร้ายครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อพ่ายต่อ เยอรมนี เละเทะ ในฟุตบอลโลกปี 2014 ที่ดินแดนแซมบ้า
บราซิลยังคงทำผลงานได้ดีในรอบแบ่งกลุ่มอยู่เสมอ แต่เมื่อเข้าสู่เกมที่มีความกดดันสูง พวกเขามักสะดุดและไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว บราซิลมีนักเตะฝีเท้าระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรบินโญ่, กาก้า, เนย์มาร์, ออสการ์, วิลเลียน, กาเซมีโร่, ติอาโก้ ซิลวา, ดานี่ อัลเวส, มาร์เซโล่ และอีกหลายคนที่สวมเสื้อสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของทีมชาติ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จร่วมกันในฐานะทีมได้
แล้วเหตุใด ทั้งที่เปี่ยมไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ บราซิลจึงล้มเหลวมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา?
คำตอบสั้น ๆ ก็คือ ฟุตบอลพัฒนาไปไกลแล้ว แต่บราซิลกลับไม่พัฒนาไปพร้อมกับมัน ฟุตบอลระดับทีมชาติในยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะจำลองรูปแบบการเล่นและความเข้าใจเกมจากระดับสโมสรให้มากที่สุด
อิตาลี คว้าแชมป์โลกปี 2006 ในช่วงที่ กัลโช่ เซเรีย อา อยู่ในยุครุ่งเรือง นักเตะทีมชาติส่วนใหญ่ต่างเล่นอยู่ในลีกเดียวกัน จึงมีความเข้าใจระบบและจังหวะการเล่นร่วมกันเป็นอย่างดี
จากนั้น สเปน ก็ครองความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และ ยูโร 2012 โดยแกนหลักของทีมแทบจะเป็นผู้เล่นชุดเดียวกับ บาร์เซโลน่า เสริมด้วยนักเตะจาก เรอัล มาดริด เพียงไม่กี่คน
ในปี 2013 นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นการพบกันระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และเพียงหนึ่งปีต่อมา เยอรมนี ก็ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยทีมที่แทบไม่มีซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
สิ่งที่พวกเขามีคือ ความเป็นทีม ความรัดกุม และการเล่นที่มีประสิทธิภาพ โดยนักเตะส่วนใหญ่ต่างค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดของเยอรมนี จึงมีความคุ้นเคยและประสานงานกันได้อย่างลงตัว
- คำตอบของอันเชล็อตติ ต่อปัญหาที่เรื้อรังมานานกว่า 20 ปี
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การแต่งตั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ จึงดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่งในทางทฤษฎี
ตลอดอาชีพการคุมทีมของเขา ทีมของอันเชล็อตติแทบไม่เคยถูกนิยามด้วย ระบบการเล่นเพียงรูปแบบเดียว หรือการฝากความหวังไว้กับ กองหน้าหมายเลข 9 เพียงคนเดียว
สมัยคุม เรอัล มาดริด เขาพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ครั้งหนึ่ง โดยมี คาริม เบนเซม่า รับบทกองหน้าตัวเป้า ก่อนจะคว้าแชมป์อีกครั้งด้วยแนวรุกที่ให้ วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก้ สลับตำแหน่งและเคลื่อนที่อย่างอิสระจากริมเส้น
ตอนคุม บาเยิร์น มิวนิค เขาสร้างทีมโดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นศูนย์กลางเกมรุก ส่วนในยุคของ เชลซี บทบาทดังกล่าวตกเป็นของ ดีดิเยร์ ดร็อกบา
สิ่งที่เป็นจุดร่วมของความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ใช่การยึดติดกับปรัชญาฟุตบอลหรือระบบตายตัว แต่คือความสามารถในการประเมินศักยภาพของนักเตะที่มีอยู่ แล้วจัดทีมให้เหมาะสมกับจุดแข็งของขุมกำลังนั้นมากที่สุด
สำหรับทีมชาติบราซิลชุดปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นเกมรุกพรสวรรค์สูง แต่ยังขาดระบบการเล่นที่ลงตัว ความสามารถของ อันเชล็อตติ ในการบริหารจัดการผู้เล่นอย่างยืดหยุ่นและเน้นผลลัพธ์ อาจมีความสำคัญมากกว่าการพยายามสร้างอัตลักษณ์ทางแท็กติกที่ตายตัวเสียอีก
- บางครั้ง การชนะไม่สวยงาม อาจเป็นสิ่งที่บราซิลต้องการ
เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาจไม่ใช่สัญญาณที่เลวร้ายเลย
การที่ บราซิล ชนะ ญี่ปุ่น แบบหืดจับ และค่อยๆ ฝ่าฟันรอบแบ่งกลุ่มอย่างยากลำบาก กลับมีความคล้ายคลึงกับเส้นทางของทีมแชมป์โลกปี 1994, ฝรั่งเศส ปี 2018 และ อาร์เจนตินา ปี 2022 มากกว่าจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากแนวทางของทีมแชมป์เหล่านั้น
ไม่มีทีมใดในกลุ่มนี้เล่นฟุตบอลราวกับยังอยู่ในยุคปี 1970
สิ่งที่ทุกทีมมีเหมือนกันคือ แกนหลักของทีมที่แข็งแกร่งและลงตัว, นักเตะทุกคนเข้าใจบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน และมีผู้จัดการทีมที่สามารถประคับประคองทีมให้เดินหน้าต่อได้ แม้ในวันที่รูปเกมจะไม่ได้สวยงามหรือเล่นได้อย่างน่าประทับใจ
อันเชล็อตติมีทั้ง ประสบการณ์, ผลงาน และกึ๋นขั้นเทพ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ความนิ่งและบุคลิกที่เหมาะสมของเขา สามารถนำทัพ "เซเลเซา" บรรลุเป้าหมายที่รอคอยถึง 24 ปีได้