ถอดรหัสฝรั่งเศส : เดส์ช็องส์ บริหารซูเปอร์สตาร์อย่างไร?

ถอดรหัสฝรั่งเศส : เดส์ช็องส์ บริหารซูเปอร์สตาร์อย่างไร?
เจาะลึกวิธีบริหารจิตวิทยาของ ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส หลังพาทีมทุบ ปารากวัย ลิ่วรอบถัดไป ถอดรหัสการรับมือภาวะพรสวรรค์ล้นทีม

ศึกฟุตบอลโลก 2026 เกมเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศส เฉือนเอาชนะ ทีมชาติปารากวัย ไปด้วยสกอร์ 1-0 ส่งผลให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แฟนบอลหลายต่อหลายคนเกิดข้อสงสัยก็คือ ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ บริหารจัดการ ทีมชาติฝรั่งเศส อย่างไร? ทั้งที่มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีม

ไม่ว่าจะเป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกกัปตันทีม, อุสมาน เด็มเบเล่ ทีเด็ดจากเปแอสเช หรือแม้แต่ ไมเคิล โอลิเซ่ ปีกตัวเก่งของบาเยิร์น มิวนิค

ติดตามหาคำตอบเรื่องนี้พร้อมกันที่ SIAMSPORT 

หัวใจสำคัญที่ เดส์ช็องส์ ยึดถือมาโดยตลอดคือความเชื่อที่ว่า "ทีม" ต้องใหญ่กว่า "ชื่อเสียง"

ในโลกที่สโมสรยักษ์ใหญ่พยายามแย่งชิงตัวนักเตะที่เก่งที่สุดมารวมกัน งานวิจัยจาก Psychological Science ระบุถึงปรากฏการณ์ "Too-much-talent effect" หรือสภาวะที่มีพรสวรรค์ล้นทีมจนกลายเป็นผลเสีย 

เนื่องจากนักเตะระดับท็อปมักเกิดความขัดแย้งเรื่องสถานะและอีโก้ จนทำลายการประสานงานภายในทีม

เดส์ช็องส์ เข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร เขาเรียนรู้จาก เอเม่ ฌักเกต์ อดีตเจ้านายชุดแชมป์โลก 1998 ว่าการสร้างทีมไม่ใช่การเอาคนเก่ง 11 คนมาวางรวมกัน แต่คือการสร้างสมดุล

นั่นคือเหตุผลที่ครั้งหนึ่งเขากล้าตัดสินใจเขี่ยชื่อซูเปอร์สตาร์อย่าง คาริม เบนเซม่า หรือเคยพักงาน เอเดรียง ราบิโอต์ เพื่อรักษาเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ภายในแคมป์เก็บตัวเอาไว้

สำหรับ เดส์ช็องส์ ความเชื่อใจ คือ สิ่งพื้นฐานที่สุด ถ้าใครคนใดคนหนึ่งพยายามทำตัวเด่นเหนือกลุ่ม หรือทำลายบรรยากาศในครอบครัว เขาก็พร้อมจะตัดทิ้งทันทีโดยไม่สนว่าคนคนนั้นจะมีฝีเท้าเก่งกาจเพียงใด

คำว่า "การปรับตัว" คือคำวิเศษที่ เดส์ช็องส์ ใช้มัดใจลูกทีม

เขาตระหนักว่านักเตะในยุค 2012 ที่เขาเริ่มงาน กับนักเตะในยุคปัจจุบันมีความคิดและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่ง เดส์ช็องส์ เลือกที่จะ "ถอยคนละก้าว" เพื่อให้เข้าถึงเด็กเจเนอเรชันใหม่มากขึ้น

เขาตัดสินใจลดเวลาการบรรยายแท็กติกจากเดิม 45 นาที เหลือเพียง 10 นาที เพื่อให้เข้ากับสมาธิของนักเตะรุ่นใหม่ที่คุ้นชินกับคอนเทนต์วิดีโอสั้น

รวมถึงการยกเลิกกฎแบนโทรศัพท์มือถือในแคมป์ เพราะเขามองว่าการไปต่อต้านวิถีชีวิตของนักเตะในยุคโซเชียลมีเดียนั้นไม่มีประโยชน์ และเลือกที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายแต่ยังคงความมุ่งมั่นเอาไว้

ในการก้าวเข้าสู่ ฟุตบอลโลก 2026 เดส์ช็องส์ ได้ถ่ายเลือดใหม่เข้าสู่ทีมอย่างชัดเจน

การมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ เอ็มบัปเป้ คือการยืนยันว่าเขาพร้อมจะเดินไปข้างหน้ากับผู้นำยุคใหม่

แม้ เอ็มบัปเป้ จะถูกมองว่าเป็นนักเตะที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ เดส์ช็องส์ มักจะออกมาปกป้องกัปตันรายนี้เสมอ โดยมองว่าบทบาทของกองหน้าคือการตัดสินเกม และเสียงของ เอ็มบัปเป้ คือเสียงที่เป็นตัวแทนของนักเตะทุกคนในทีม

นอกจากนี้ เขายังเลือกที่จะไม่นำนักเตะที่ "ดีที่สุด" 26 คนไปแข่งเสมอไป แต่จะเลือกคนที่ "เหมาะสมที่สุด" และสามารถจัดการกับความผิดหวังยามต้องนั่งเป็นตัวสำรองได้

รวมถึงครั้งหนึ่งเขาใช้ระบบรุ่นพี่ประคองรุ่นน้องอย่าง อองตวน กรีซมันน์ ที่เคยยอมถอยลงไปเล่นเป็นกองกลางเพื่อสมดุลของทีม คือตัวอย่างชัดเจนของการสละอัตตาเพื่อความสำเร็จส่วนรวม

แม้สไตล์การเล่นแบบเน้นรับและโต้กลับเร็วของเขาจะถูกมองว่า "น่าเบื่อ" ในสายตาแฟนบอลบางกลุ่ม แต่ เดส์ช็องส์ ไม่เคยใส่ใจ

เขาคือกุนซือสายสัจนิยมที่เชื่อว่าในฟุตบอลระดับทีมชาติที่มีเวลาเตรียมตัวน้อย การมีทีมเวิร์กที่เหนียวแน่นและความยืดหยุ่นทางแท็กติกสำคัญกว่าความสวยงาม

ด้วยผลงานพาทีมเข้าชิงชนะเลิศรายการใหญ่ถึง 3 ครั้งในรอบ 14 ปี และกำลังลุ้นแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของตัวเอง (รวมตอนเป็นนักเตะ) 

เดส์ช็องส์ ทำให้เห็นแล้วว่า ศิลปะที่ยากที่สุดในฟุตบอลไม่ใช่การวางแท็กติก ... แต่คือการบริหารจัดการ "คน" ให้ยอมสู้ถวายหัวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

เมื่อ ฟุตบอลโลก 2026 จบลง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร มรดกที่เขาทิ้งไว้คือพิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จที่ทีมชาติทั่วโลกต้องศึกษานั่นเอง


ตัน กวาร์ดิโอล่า นักเขียน SIAMSPORT



ที่มาของภาพ : reutersconnect
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport