มากกว่าแค่หาเงิน!! ช่วงพักดื่มน้ำ อาจเปลี่ยนโฉมหน้าวงการฟุตบอลในอนาคต

มากกว่าแค่หาเงิน!! ช่วงพักดื่มน้ำ อาจเปลี่ยนโฉมหน้าวงการฟุตบอลในอนาคต
ทีมชาติอังกฤษใช้ประโยชน์จากช่วงพักดื่มน้ำครั้งแรกในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายพบ ดีอาร์ คองโก เพื่อเรียกสมาธิและปรับเกม หลังตกเป็นฝ่ายตามหลังอย่างรวดเร็วจากประตูสุดช็อกของทีมรองบ่อน ซึ่งออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยมและครองเกมเหนือกว่าในช่วงต้น

นับจากจังหวะ "ไฮเดรชั่นเบรก" อังกฤษ ค่อยๆ กลับเข้าสู่เกม ก่อนที่ แฮร์รี่ เคน จะสวมบทซูเปอร์ฮีโร ทำ 2 ประตูติดกันในช่วงท้าย พาทัพ "สิงโตสามตัว" คว้าชัยอย่างสุดยอด แม้ฟอร์มโดยรวมของทีมยังไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ก็ตาม  

คำถามคือ หากไม่มีช่วงพักดื่มน้ำที่หลายคนมองว่าเป็น "ช่วงโฆษณา" ซึ่งถูกนำเสนอในชื่อของการดูแลสวัสดิภาพนักเตะ ผลการแข่งขันจะออกมาเหมือนเดิมหรือไม่?

คำตอบคือ มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าอาจแตกต่างออกไป

ทุกคนอาจไม่ชอบช่วงพักดื่มน้ำ แต่บรรดาโค้ชต่างปรับตัวและใช้เวลาช่วงนี้เพื่อเปลี่ยนรูปเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเห็นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แล้วนี่จะเป็นอนาคตของวงการลูกหนังหรือไม่?

ช่วงพักดื่มน้ำ เพื่อปรับแก้แท็กติก หรือแค่ช่องทางหารายได้?

แทบไม่มีใครชื่นชอบการพักดื่มน้ำในฐานะส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, มาร์เซโล่ บิเอลซ่า และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่างออกมาแสดงความไม่พอใจกับกติกาใหม่นี้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับแฟนบอลในสนามที่ส่งเสียงโห่ทุกครั้งที่เกมต้องหยุด

ข้อคัดค้านสำคัญคือ หลายฝ่ายมองว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ใช้เหตุผลเรื่องการดูแลสุขภาพนักเตะเป็นฉากหน้า แต่ความจริงแล้วก็ไม่ปิดบังว่าต้องการสร้างรายได้จากช่วงเวลาหยุดการแข่งขัน

นอกจากประเด็นเรื่องระยะเวลาของการพักแล้ว ยังมีคำถามตามมาอีกว่า ช่วงพักดื่มน้ำมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และสมควรเป็นส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอลในระยะยาวหรือไม่

ประการแรก เกมการแข่งขันบางนัดจัดขึ้นในสภาพอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป และสนามที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 3 แห่งยังติดตั้งระบบปรับอากาศ ทำให้ปัญหาเรื่องอุณหภูมิแทบไม่มีอยู่แล้ว

ประการที่สอง แม้เวลาแข่งขันจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อผู้ชมในยุโรป แต่กลับเหมาะสมกับนักเตะมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ไม่ต้องลงเล่นท่ามกลางอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่เห็นได้ชัดของช่วงพักดื่มน้ำคือการเพิ่มมิติทางแท็กติกให้กับเกมการแข่งขัน เพราะโค้ชหลายคนยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่วงพัก 3 นาทีแทบไม่ต่างจากการขอ "ไทม์เอาต์" หรือ "เวลานอก" 

ในทางปฏิบัติ ช่วงพักดื่มน้ำได้กลายเป็น "อาวุธชิ้นที่ 4" ของโค้ช ต่อจากการวางแผนก่อนเกม การปรับแท็กติกช่วงพักครึ่ง และการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ซึ่งสำหรับฟุตบอลทีมชาติ ถือเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าไม่น้อยเลยทีเดียว

ต่างจากฟุตบอลระดับสโมสรที่มีเวลาฝึกซ้อมร่วมกันมากกว่า โค้ชทีมชาติมีเวลาเตรียมทีมค่อนข้างจำกัด แม้ช่วงพักดื่มน้ำสั้นๆ จะไม่สามารถชดเชยเวลาซ้อมที่หายไปได้ แต่ก็เปิดโอกาสให้โค้ชปรับเปลี่ยนแท็กติกระหว่างเกมได้ทันที

ด้วยระยะเวลาของทัวร์นาเมนต์ที่สั้น และความสำคัญของทุกนัด ทำให้หลายทีมเลือกใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบัน ช่วงพักดื่มน้ำได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญ 2 ประการอย่างชัดเจน

ประการแรก คือความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางของเกมอย่างเห็นได้ชัด 

สิ่งนี้สะท้อนผ่านกราฟที่มักปรากฏระหว่างการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่ง ฟีฟ่า เรียกว่า แมตช์ โมเมนตัม (Match Momentum) หรือกราฟแสดงโมเมนตัมของการแข่งขัน ที่บ่งบอกว่าทีมใดกำลังครองเกม และจังหวะที่ความได้เปรียบเปลี่ยนมือจากทีมหนึ่งไปสู่อีกทีมหนึ่ง

ช่วงพักดื่มน้ำจึงกลายเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกติกาในการเปลี่ยนโมเมนตัมของเกม บางครั้งไม่จำเป็นต้องปรับแท็กติกอย่างซับซ้อน เพียงแค่หยุดจังหวะการแข่งขันก็สามารถลดความได้เปรียบของคู่แข่งได้แล้ว

เรื่องนี้มีความคล้ายกับกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งโค้ชมักขอ "เวลานอก" เพื่อหยุดจังหวะของคู่แข่งที่กำลังเล่นได้อย่างร้อนแรง เช่น การยิงสามแต้มต่อเนื่อง เพียงแต่ในบาสเกตบอล โค้ชสามารถขอเวลานอกได้ตามกติกา ขณะที่ฟุตบอลโลก ช่วงเวลาลักษณะนี้ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัดและเกิดขึ้นได้เฉพาะบางจังหวะเท่านั้น

ประการที่สอง คือการเปิดโอกาสให้โค้ชปรับแท็กติกกับนักเตะทั้งทีมได้อย่างรวดเร็วในสนาม โดยการปรับเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ

โค้ชสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดจากแผนการเล่นตั้งแต่เริ่มเกมได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียโควตาเปลี่ยนตัว เพียงสลับตำแหน่งของผู้เล่นก็เพียงพอ การปรับแท็กติกอาจเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า หากผลการแข่งขันยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าพอใจ หรืออาจเป็นการแก้เกมแบบเร่งด่วนเมื่อทีมตกเป็นรองแล้วก็ได้

นอกจากนี้ หากโค้ชมองเห็นจุดอ่อนของคู่แข่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนการเล่นก่อนเกม เขาก็สามารถใช้ช่วงพักดื่มน้ำเพื่อถ่ายทอดข้อมูลให้ลูกทีมได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องตะโกนสั่งการจากข้างสนามจนหลอดลมแทบแตก!!

การได้เห็นการปรับเปลี่ยนแท็กติกในช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของเกม เพราะนอกจากจะได้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อรูปเกมอย่างไรแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นแนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาของโค้ชแต่ละคนอีกด้วย

ในบางครั้ง การที่โค้ชเลือกไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ก็อาจเป็นการส่งสารไปยังนักเตะเช่นกัน ว่าเขายังคงเชื่อมั่นในแผนการเล่นเดิมและต้องการให้ทุกคนเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงพักดื่มน้ำเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ค่อนข้างตายตัวของแต่ละครึ่ง จึงเกิดคำถามตามมาว่า "ไทม์เอาต์" ในลักษณะนี้มีความยุติธรรมเพียงใด เพราะเห็นได้ชัดว่า การหยุดเกมเช่นนี้มักส่งผลเสียต่อทีมที่กำลังครองเกมหรือเล่นได้เหนือกว่า ขณะที่กลับเป็นประโยชน์ต่อทีมที่กำลังตั้งรับอย่างหนักและพยายามประคองสถานการณ์เอาไว้

เมื่อพิจารณาถึงอิทธิพลต่อรูปเกม ช่วงพักดื่มน้ำถือเป็น เครื่องมือสำคัญลำดับที่ 4 ที่โค้ชสามารถใช้ในการบริหารเกม

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น แผนการเล่นก่อนเริ่มการแข่งขัน ซึ่งเป็นหัวใจของงานโค้ช ขณะที่การปรับแท็กติกในช่วงพักครึ่งยังมีความสำคัญมากกว่า เพราะมีเวลามากกว่า และยังสามารถใช้ภาพวิดีโอประกอบการวิเคราะห์ได้

ส่วนช่วงพักดื่มน้ำอาจมีความสำคัญพอๆ กับการเปลี่ยนตัวผู้เล่นซึ่งถือเป็นเครื่องมืออันดับ 3 แต่การเปลี่ยนตัวยังได้เปรียบกว่า เพราะสามารถทำได้ทุกเมื่อ และมักสร้างผลกระทบต่อเกมได้ชัดเจนกว่า  

ด้วยเหตุนี้ ช่วงพักดื่มน้ำจึงยังคงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ แต่ยังมีบทบาทรองเมื่อเทียบกับเครื่องมืออื่นของโค้ช



ที่มาของภาพ : Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport