ฟุตบอลโลก 1982 เปลี่ยนประวัติศาสตร์! เบื้องหลังกฎเตะพร้อมกันนัดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม

ฟุตบอลโลก 1982 เปลี่ยนประวัติศาสตร์! เบื้องหลังกฎเตะพร้อมกันนัดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม
ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยกคู่จะลงสนามพร้อมกันตามกฎของฟีฟ่า ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์อื้อฉาวในฟุตบอลโลก 1982 ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกไปตลอดกาล

ขณะที่ศึกฟุตบอลโลก 2026 กำลังเข้าสู่โปรแกรมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะลงสนามพร้อมกันทั้งสองคู่เพื่อรักษาความยุติธรรมในการแข่งขัน หลายคนอาจไม่ทราบว่ากฎดังกล่าวไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก

ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เริ่มจากกลุ่ม บี ที่ สวิตเซอร์แลนด์ พบ แคนาดา และ บอสเนียฯ พบ กาตาร์ แข่งขันเวลาประเทศไทย 02.00 น. ก่อนจะต่อเนื่องไปจนถึงโปรแกรมปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มในกลุ่ม เจ ระหว่าง แอลจีเรีย พบ ออสเตรีย และ จอร์แดน พบ อาร์เจนตินา เช้าวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน เวล่า 09.00 น. ทุกทีมในแต่ละกลุ่มจะลงเตะในเวลาเดียวกัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดได้เปรียบจากการรู้ผลการแข่งขันของอีกสนามล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม กฎนี้เกิดขึ้นจากหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็น "ตราบาป" ของฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นที่สเปน 1982

ย้อนกลับไปในศึกฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์แรกที่เพิ่มจำนวนทีมจาก 16 ชาติเป็น 24 ชาติ ทำให้หลายประเทศหน้าใหม่อย่าง แอลจีเรีย, แคเมอรูน, ฮอนดูรัส, คูเวต และ นิวซีแลนด์ ได้สัมผัสเวทีฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก

ในกลุ่ม 2 ประกอบด้วย เยอรมนีตะวันตก, ออสเตรีย, แอลจีเรีย และ ชิลี โดยไม่มีใครคาดคิดว่าแอลจีเรียจะกลายเป็นทีมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับทัวร์นาเมนต์

แอลจีเรียสร้างช็อกโลก

นัดเปิดสนามของกลุ่ม แอลจีเรียสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะ เยอรมนีตะวันตก 2-1 ทั้งที่ทีมอินทรีเหล็กถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์ของรายการ

ราบาห์ มัดเจอร์ และ ลัคดาร์ เบลลูมี ช่วยกันยิงคนละประตู พาแอลจีเรียกลายเป็นทีมชาติจากแอฟริกาชาติแรกที่สามารถเอาชนะทีมจากยุโรปในฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

ชัยชนะดังกล่าวทำให้สถานการณ์ของกลุ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่นัดสุดท้ายที่ทุกทีมต่างมีลุ้นเข้ารอบ

เงื่อนไขที่เปิดช่องให้เกิดปัญหา

หลังจากแอลจีเรียลงเล่นครบ 3 นัดและเอาชนะชิลี 3-2 ทำให้พวกเขามี 4 คะแนนในระบบคะแนนยุคนั้น

ก่อนเกมสุดท้ายระหว่าง เยอรมนีตะวันตก กับ ออสเตรีย ทั้งสองทีมจึงรู้เงื่อนไขทั้งหมดล่วงหน้า

- หากออสเตรียชนะ เยอรมนีตะวันตกตกรอบ

- หากเยอรมนีตะวันตกชนะ 1 หรือ 2 ประตู ทั้งสองทีมจะเข้ารอบ

- หากเยอรมนีตะวันตกชนะขาดเกินไป ออสเตรียอาจตกรอบ และเปิดทางให้แอลจีเรียเข้ารอบแทน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผลการแข่งขันในสนามไม่ได้มีผลเฉพาะต่อสองทีมที่ลงเล่น แต่ยังส่งผลต่อชะตากรรมของแอลจีเรียที่แข่งขันจบไปก่อนแล้ว

"ความอัปยศแห่งคิฆอน"

วันที่ 25 มิถุนายน 1982 ที่สนาม เอล โมลินอน เมืองคิฆอน เยอรมนีตะวันตกได้ประตูขึ้นนำออสเตรียตั้งแต่นาทีที่ 10

หลังจากนั้น เกมกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ทั้งสองฝ่ายแทบไม่เร่งเกมรุก ไม่มีความพยายามบุกเพื่อทำประตูเพิ่มอย่างจริงจัง และเลือกครองบอลประคองผลการแข่งขันไปจนจบ 90 นาที

สกอร์ 1-0 กลายเป็นผลลัพธ์ที่ส่งให้ทั้งเยอรมนีตะวันตกและออสเตรียผ่านเข้ารอบ ส่วนแอลจีเรียต้องตกรอบอย่างน่าเจ็บปวด

แฟนบอลในสนามต่างโห่ใส่ทั้งสองทีมตลอดการแข่งขัน พร้อมตะโกนคำว่า "แอลจีเรีย" เพื่อแสดงความไม่พอใจ ขณะที่สื่อทั่วโลกพากันวิจารณ์อย่างรุนแรง

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกขนานนามในเวลาต่อมาว่า "The Disgrace of Gijón" หรือ "ความอัปยศแห่งคิฆอน" ซึ่งยังถูกกล่าวถึงมาจนถึงทุกวันนี้

จุดกำเนิดกฎเตะพร้อมกัน

แม้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะไม่สามารถลงโทษทั้งสองทีมได้ เพราะไม่มีหลักฐานว่ามีการตกลงผลการแข่งขันกันโดยตรง แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกทำให้องค์กรลูกหนังโลกต้องดำเนินการแก้ไข

ผลลัพธ์คือ ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1986 เป็นต้นมา ฟีฟ่ากำหนดให้การแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มทุกคู่ในกลุ่มเดียวกันต้องลงสนามพร้อมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมใดได้เปรียบจากการรู้ผลอีกสนามล่วงหน้า และลดโอกาสการเล่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

จากปี 1982 สู่ฟุตบอลโลก 2026

กว่า 40 ปีผ่านไป กฎดังกล่าวยังคงถูกใช้อย่างเข้มงวด และกลายเป็นส่วนสำคัญของฟุตบอลโลกยุคใหม่

ดังนั้นเมื่อแฟนบอลได้เห็นโปรแกรมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2026 ตั้งแต่คู่ สวิตเซอร์แลนด์ พบ แคนาดา และ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา พบ กาตาร์ ในคืนวันนี้ ไปจนถึงคู่ปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มอย่าง แอลจีเรีย พบ ออสเตรีย และ จอร์แดน พบ อาร์เจนตินา ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ทุกคู่ที่เตะพร้อมกันนั้น ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ "ความอัปยศแห่งคิฆอน" เมื่อปี 1982 ที่ทำให้ฟีฟ่าต้องเปลี่ยนกฎการแข่งขันไปตลอดกาล



ที่มาของภาพ : -
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport