บราซิล 1970 ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

บราซิล 1970 ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับบราซิลตลอด 24 ปีที่ผ่านมา การต้องฉีกประเพณีตั้งโค้ชต่างชาติ การหลุดไปถึงเต็ง 4-5 ในครั้งนี้ รวมไปถึงฟอร์มการเล่นในนัดแรกกับโมร็อกโก คงจะทำให้คนที่รักบราซิลอดทอดถอนใจไม่ได้เหมือนกันนะครับ

คนรุ่นผมเคยผ่านช่วงเวลาที่มีคำเปรียบเปรยทำนองว่า "บราซิลก็คือฟุตบอลโลก" "ฟุตบอลโลกที่ไม่มีบราซิลก็ไม่ใช่ฟุตบอลโลก" หรือ "เมื่อบราซิลตกรอบ ก็เหมือนฟุตบอลโลกจบลงแล้ว"

อาจจะฟังดูเวอร์วังน่ารำคาญ จะคร่ำครวญเล่นใหญ่อะไรขนาดนั้น.. แต่มันเคยเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในความรู้สึกของผู้คนมากมาย

ฟุตบอลบราซิลมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่เราสัมผัสได้ว่าพวกเขาพิเศษ ไม่เหมือนใคร

ยิ่งในยุคสมัยที่โลกลูกหนังยังไม่ได้หลอมรวมกันจนถนนทุกสายพุ่งไปสู่ลีกใหญ่ของยุโรปอย่างวันนี้ เราก็ยิ่งรู้สึกว่าบราซิลนั้นช่างเปี่ยมด้วยความน่าหลงใหล เพราะเมื่อโผล่มาทีไรก็ทำให้เราต้องร้องโอ้โห อู้หู อยู่เสมอ

ในโลกยุคอนาล็อก เราไม่ได้รู้จักนักเตะของพวกเขาทุกคนเหมือนวันนี้หรอก ฟุตบอลยุคนั้นยังมีข้อจำกัดมากมายที่นักเตะละตินจะไม่ได้หลั่งไหลข้ามมหาสมุทรไปสู่ยุโรปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ทุกลีกยังมีจำกัดโควต้าแข้งต่างชาติ

การถ่ายทอดสดก็ไม่ได้ละลานตาอย่างปัจจุบัน เรื่องจะได้เห็นผลงานของใครสักคนทางฟากโน้นทำได้เพียงจินตนาการจากเรื่องราวที่ได้อ่านผ่านตัวหนังสือ หรือเต็มที่ก็ได้ดูผ่านตาจากศึกโตโยต้า คัพที่นำเอาแชมป์สโมสรยุโรปกับแชมป์สโมสรอเมริกาใต้ไปเตะกันที่ญี่ปุ่น แค่ปีละทีม ทีมละเกม แค่นั้น

ความเป็นบราซิล อาร์เจนติน่า อุรุกวัย หรือฟุตบอลอเมริกาใต้จึงค่อนข้างลึกลับ กว่าจะได้เห็นว่าพวกเขามีอะไรมานำเสนอก็ต้องรอทุก ๆ 4 ปี

มันก็เป็นการรอที่ตื่นเต้นอยู่นะครับ เพราะเรารู้ว่าทีมที่กำลังจะลงสนามฟาดฟันกับพวกยุโรปนั้นไม่ใช่ธรรมดา ก็ระดับแชมป์โลก 3 สมัยอย่างบราซิล แชมป์โลก 2 สมัยอย่างอุรุกวัย หรือระดับที่เป็นแชมป์โลกมาแล้วอย่างอาร์เจนติน่า

และเมื่อทัวร์นาเม้นต์มาถึง เราก็ได้ตื่นตาตื่นใจไปกับฟุตบอลของบราซิลจริง ๆ เกมรุกพลิ้วไหว ไหลลื่น สวยงามดูเพลิน ทั้งยังท่วงท่าอันทรนงองอาจของพวกเขา

บราซิล 1982 คือความตระการตาระดับนั้น การได้เห็น ซิโก้ โซคราเตส ฟัลเกา และ โตนินโญ่ เซเรโซ่ สร้าง Magic square ในแต่ละเกมคือความบันเทิงใจ

เพียงมหัศจรรย์แห่ง เปาโล รอสซี่ แท้ ๆ ที่ดับความหวังอันเจิดจรัสของพวกเขาลงภายใต้แสงแดดแรงแห่งนครบาร์เซโลน่า

แล้วคำเปรียบเปรยว่า "เมื่อบราซิลตกรอบ ก็เหมือนฟุตบอลโลกจบลงแล้ว" ก็จะดังขึ้น บราซิล 1982 กับ 1986 ตกรอบพร้อมข่าวคนบราซิลฆ่าตัวตายตามมา ยิ่งทำให้เราได้รับรู้ถึงระดับความสำคัญที่ฟุตบอลมีต่อคนที่นั่น

นั่นคือบราซิล.. ที่ฟุตบอลของพวกเขาล้วนมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วยิ่งภาพจำแห่งปี 1970 อีกเล่า ทีมชุดนั้นของ มาริโอ ซากัลโล่ คือที่สุดของที่สุด เป็นเพชรยอดมงกุฏ และยังคล้ายจะเป็นอมตะตลอดกาล

แชมป์โลก 3 สมัยเกิดขึ้นที่นั่น ศึกชิงความเป็นเจ้าลูกหนังตัวจริงเกิดขึ้นที่นั่น สงครามตัดสินความเป็นหนึ่งระหว่างยุโรปกับละตินเกิดขึ้นที่นั่น

ราชันลูกหนังที่เกิดขึ้นมาแล้วได้รับการจารึกประทับถาวรที่นั่น

ทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นที่นั่น

บราซิล 1970 ยิ่งใหญ่ขนาดไหนน่ะหรือ ทำไมถึงได้รับการยกย่องสูงสุดขนาดนั้น

แน่นอนครับ ฟุตบอลมียุคสมัยของมัน เวลาหมุนไปข้างหน้าฟุตบอลก็พัฒนาไปข้างหน้า นักฟุตบอลในปัจจุบันย่อมฟิตกว่า ยืนระยะได้นานกว่า ด้วยพัฒนาการด้านต่าง ๆ รุดหน้าไปกว่าอดีต

หากในแต่ละยุคสมัยล้วนมียอดทีมหมายเลขหนึ่งในยุคของมัน และบราซิล 1970 ก็คือเบอร์หนึ่งอย่างเอกฉันท์ด้วยขุนพลเอกอุและผลงานเป็นที่ประจักษ์

พวกเขาไม่เพียงมีราชันอย่างเปเล่ แต่ยังมีเหล่าราชาลูกหนังคนอื่น ๆ ของประเทศรายล้อม

ช่วยกันเป็นพลังขับเคลื่อน ผลักดันและโอบอุ้มเปเล่ให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต

ราชาเกมรุกที่อยู่รอบตัว "ไข่มุกดำ" ในทีมชาติบราซิลชุดนั้น..

  • เกอร์สัน ราชาแห่งเซา เปาโล
  • แจร์ซินโญ่ ราชาแห่งโบตาโฟโก้
  • ทอสเทา ราชาแห่งครูเซโร่
  • และ ริเวลลิโน่ ราชาแห่งโครินเธียนส์

ทุกคนคือตัวรุกผู้สร้างสรรค์เกมบุกของทีม ในบทบาทสำคัญระดับเสื้อหมายเลข 10 (เกอร์สัน กับ ริเวลลิโน่ ใส่เสื้อเบอร์ 10 กับ เซา เปาโล และ โครินเธียนส์ แจร์ซินโญ่เบอร์ 7 ที่โบตาโฟโก้ ทอสเทาเบอร์ 9 ที่ครูเซโร่)

เมื่อมารวมตัวกันในทีมชาติบราซิล แจร์ซินโญ่ กับ ทอสเทา ได้เบอร์ประจำของตัวเองคือ 7 กับ 9 เกอร์สันขยับไปรับเบอร์ 8 และริเวลลิโน่หลีกไปรับเบอร์ 11

เพราะเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ของทีมชาติบราซิลมีคนเดียว.. เปเล่ แห่งซานโตส

บราซิลชุดนั้นทรงพลังในระดับไร้ผู้ต่อต้าน ทีมเวิร์กผสานทักษะลงตัว เดินหน้าบุกเพื่อทำประตู การโจมตีหลากหลาย อันตรายทุกย่างก้าวด้วยเป็นอาวุธหนักทุกคน

หลายคนอยู่ในช่วงพีค ความฟิตถึง เซนส์ฟุตบอลทันกัน ทำให้การเล่นที่เต็มไปด้วยจินตนาการสามารถเกิดขึ้นได้จริงและเปี่ยมประสิทธิภาพแทบทุกจังหวะ

ขุนพลชุดหลักของซากัลโล่ในเม็กซิโก 1970 มีเฟลิกซ์จากฟลูมิเนนเซ่เป็นผู้รักษาประตู คาร์ลอส อัลแบร์โต้จากซานโตสเป็นแบ๊กขวาและกัปตันทีม ปีอาซซ่าจากครูเซโร่ กับ บริโต้จากฟลาเมงโก้ เป็นคู่เซนเตอร์แบ๊ก เอเวรัลโด้จากเกรมิโอเล่นแบ๊กซ้าย

คโลโดอัลโด้จากซานโตสยืนมิดฟิลด์คู่กลางกับเกอร์สัน แจร์ซินโญ่ปีกขวา ริเวลลิโน่ปีกซ้าย ทอสเทาคู่หน้ากับเปเล่

เปาโล เซซ่าร์กองกลางจากโบตาโฟโก้ ฟอนตาน่ากองหลังจากครูเซโล่ และ มาร์โก อันโตนิโอ แบ๊กซ้ายจากฟลูมิเนนเซ่ สลับกันลงมาเล่นเป็นตัวจริงในบางเกม

สิ่งที่ทำให้บราซิล 1970 เป็นอมตะคือความยิ่งใหญ่ของพวกเขาเหล่านี้ บราซิลลงสนามไปเพื่อเล่นเกมบุก เพื่อยิงประตู เพื่อเป็นผู้ชนะ

มีชัยในแต่ละเกมอย่างเด็ดขาด ด้วยการเล่นที่เหนือกว่า การสร้างสรรค์อันบรรเจิดกว่า

ไร้ข้อกังขา ไร้ข้อครหา ทุกคนยอมรับแม้กระทั่งฝ่ายที่พ่ายแพ้

เป็นฟุตบอลที่จรรโลงใจ ตื่นตาตื่นใจ และน่าประทับใจ

นั่นคือสิ่งที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว หากไม่เพียงเท่านั้น เรื่องที่เราอาจไม่ทันสังเกตก็คือบราซิล 1970 ยิ่งใหญ่แบบกวาดโลกทั้งใบให้สยบแทบเท้าจริง ๆ

รอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ ชนะรวดทั้ง 6 เกมเหนือ ปารากวัยเหย้า-เยือน โคลอมเบียเหย้า-เยือน และเวเนซุเอล่าเหย้า-เยือน ถล่ม 23 ประตูหรือเฉลี่ยเกมละเกือบ 4 ลูก

รอบสุดท้ายที่เม็กซิโก ปักหลักเล่นที่ เอสตาดิโอ ฮาริสโต้ ในกัวดาลาฮาร่า ตั้งแต่รอบแรกถึงรอบตัดเชือก

ถล่มเชโกสโลวาเกีย 4-1 เฉือนอังกฤษ 1-0 อัดโรมาเนีย 3-2

ถลุงเปรู 4-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

เชือดอุรุกวัย 3-1 ในรอบรองชนะเลิศ

นัดชิงถล่มอิตาลีพังพาบ 4-1 ท่ามกลางกองเชียร์หนึ่งแสนคนในอัซเตก้า สเตเดี้ยม และอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดเป็นภาพสีครั้งแรก

ชนะรวดทั้ง 6 เกมที่ลงสนามได้อีก กระทุ้งตาข่ายไปทั้งสิ้น 19 ลูก เฉลี่ยนัดละเกิน 3 ประตู

ได้ถ้วย จูลส์ ริเม่ต์ ไปครองเป็นกรรมสิทธิ์

เปเล่ในวัย 29 ปีก้าวขึ้นสู่สถานะราชันลูกหนังเต็มตัว และผ่านมาถึงวันนี้คือ 56 ปีหรือเกินครึ่งศตวรรษไปแล้วยังไม่เคยมีใครทำได้เหมือนเขา.. แชมป์โลก 3 สมัย

ตลอดประวัติศาสตร์เกือบหนึ่งร้อยปีของฟุตบอลโลก "ไข่มุกดำ" ยังคงเป็นคนเดียวที่ได้แชมป์โลก 3 ครั้งในฐานะนักเตะ

มาริโอ ซากัลโล่ ก็ได้แชมป์โลก 3 สมัยเช่นกัน ในฐานะหน้าซ้ายชุดแชมป์โลก 1958 กับ 1962

ลงตัวจริงในนัดชิงทั้ง 2 ครั้ง ทำประตูได้ด้วยในเกมกับสวีเดนปี 1958 และก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชพาทีมได้แชมป์อีกที่เม็กซิโก 1970

ยิ่งใหญ่ทั้งทีม ยิ่งใหญ่ทั้งโค้ช ยิ่งใหญ่ทั้งนักฟุตบอล ทั้งยังยิ่งใหญ่ด้วยวิธีการเล่น เปิดเกมรุก สร้างสรรค์ และเอาชนะ

2 ทวีปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลคือยุโรปกับอเมริกาใต้.. เม็กซิโก 1970 มียุโรป 9 ทีม อเมริกาใต้ 3 ทีม

4 จาก 9 ทีมหรือเกือบครึ่งหนึ่งของตัวแทนยุโรปในทัวร์นาเม้นต์ เสร็จบราซิล ขณะที่เพื่อนร่วมทวีปทั้งเปรูและอุรุกวัยที่มาแข่งด้วยกันก็ยังไม่รอดพวกเขา

และเมื่อดูจากคู่ต่อสู้ที่พวกเขาเอาชนะได้ในทัวร์นาเม้นต์

อังกฤษคือแชมป์โลก ณ เวลานั้น

อุรุกวัยคือแชมป์อเมริกาใต้ในตอนนั้น

และอิตาลีคือแชมป์ยุโรป ณ วันที่ฟาดแข้งกันที่อัซเตก้า

ลิสต์ความยิ่งใหญ่ของบราซิล 1970 จึงเพิ่มขึ้นไปอีกจนแตะคำว่าสมบูรณ์แบบ

เปเล่-ทอสเทา-เกอร์สัน-แจร์ซินโญ่-ริเวลลิโน่-คาร์ลอส อัลแบร์โต้-มาริโอ ซากัลโล่

ชนะรวดในรอบคัดเลือก ยิงเฉลี่ย 3.83 ประตู

ชนะรวดในรอบสุดท้าย ยิงเฉลี่ย 3.16 ประตู

ชนะแชมป์ยุโรป ชนะแชมป์อเมริกาใต้ และชนะแชมป์โลก ในทัวร์นาเม้นต์เดียว

จากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีทีมไหนทำได้ และไม่รู้ว่ากระทั่งในอนาคตจะมีใครทำได้ไหม เพราะจังหวะทุกอย่างต้องลงตัวอย่างพอดีที่สุด

มาทบทวนดูอีกทีมันก็จริง ลองนึกถึงฟุตบอลโลกในครั้งนี้ดูก็ได้ ถ้าจะมีทีมไหนทำได้อย่างนั้น เราต้องเริ่มจากทีมที่มีสถิติชนะรวดในรอบคัดเลือกก่อน

จาก 48 ชาติในรอบสุดท้าย จะถูกสกรีนเหลือแค่ 4 ชาติทันที

โมร็อกโก นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ และอังกฤษ

ทั้ง 4 ทีมมีสถิติชนะ 100 เปอร์เซนต์ในรอบคัดเลือก

จากนั้นก็มาดูผลงานในรอบสุดท้าย โจทย์ก็คือต้องชนะรวดทุกเกมจนถึงแชมป์อีก

กับโจทย์ข้อนี้ โมร็อกโก กับ นิวซีแลนด์ หลุดไปแล้ว เหลือแค่ นอร์เวย์ กับ อังกฤษ 2 ทีมเท่านั้น

แล้วถ้ามีใครทำได้ขึ้นมาจริง ๆ เราก็จะมาดูที่หัวข้อสุดท้าย..

ระหว่างเส้นทางสู่การเป็นแชมป์โลกนี้ คุณกวาดแชมป์ยุโรป แชมป์อเมริกาใต้ และแชมป์โลกเรียบวุธไหม

ในหมวดนี้จะมีแค่ 2 ทีมเท่านั้นคือสเปนแชมป์ยุโรป กับอาร์เจนติน่าที่ควบตำแหน่งแชมป์อเมริกาใต้และแชมป์โลก

แค่นึกยังเหนื่อย แต่นั่นคือวีรกรรมที่ขุนพลเซเลเซา 1970 ทำเอาไว้ตั้งแต่ 56 ปีที่แล้วล่ะครับ

-ตังกุย-



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport