ไขความลับถ้วยฟุตบอลโลกที่หลายคนไม่เคยรู้! ฟีฟ่าสั่งผลิตถ้วยจำลองให้ทีมแชมป์หลังจบการแข่งขัน แทนถ้วยทองคำต้นฉบับ เหตุผลเบื้องหลังคืออะไร? มาเจาะลึกที่นี่!
เกียรติยศถ่ายสำเนา! เปิดเผยเหตุผลที่แชมป์ฟุตบอลโลกได้ "ถ้วยจำลอง" ไปครอบครอง
สำหรับรางวัลสูงสุดของแชมป์ฟุตบอลโลก นอกเหนือจากชื่อเสียง เงินทอง และการยกย่องจากแฟนบอลทั่วโลกแล้ว การได้ครอบครองถ้วยแชมป์ เวิลด์ คัพ อันทรงคุณค่าคือเกียรติประวัติที่ทุกชาติปรารถนา
กระนั้น สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ก็คือ ถ้วยฟุตบอลโลกมีอยู่ 2 เวอร์ชั่น ได้แก่ ถ้วยของจริง กับ ถ้วยจำลอง!
สำหรับโทรฟี่ต้นฉบับนั้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างเข้มงวดโดย ฟีฟ่า (FIFA) ซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด ขณะที่ถ้วยอีกใบซึ่งเป็น "สำเนา" จะถูกผลิตขึ้นใหม่ทุกๆ 4 ปี และถูกนำมามอบให้กับทีมชาติที่คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จหลังจบการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทีมแชมป์ฟุตบอลโลกไม่ได้รับถ้วยต้นฉบับกลับบ้าน แต่จะได้รับถ้วยจำลองที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันเกือบทุกประการแทน ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมาเพื่อรักษาความปลอดภัยและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของถ้วยต้นฉบับอันล้ำค่าขององค์กรลูกหนังโลก
เหตุผลแรก: ถ้วยฟุตบอลโลกถือเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าและล้ำค่าที่สุดในวงการลูกหนัง
เหตุผลที่สอง: มูลค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ทองคำหรือวัสดุมีค่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโบราณวัตถุที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลกตลอดหลายทศวรรษ
ที่สำคัญ ฟีฟ่า ไม่ต้องการสูญเสียถ้วยแชมป์อีกเป็นครั้งที่สาม เพราะในอดีตถ้วยฟุตบอลโลกเคยถูกขโมยมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยถ้วยใบเดิมที่รู้จักกันในชื่อ "จูลส์ ริเม่ต์" (Jules Rimet) ซึ่งตั้งชื่อตามผู้ริเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก ถูกขโมยครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในปี 1966 หลังจากทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์โลกสมัยแรกและสมัยเดียวในประวัติศาสตร์
ระหว่างที่ถ้วยถูกนำไปจัดแสดงที่อาคารเวสต์มินสเตอร์ เซ็นทรัล ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน คนร้ายได้ลักขโมยถ้วยไปอย่างอุกอาจ อย่างไรก็ตาม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ถ้วยถูกค้นพบในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน โดยมีสุนัขชื่อ "พิกเคิลส์" เป็นผู้พบถ้วยที่ถูกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับวงการฟุตบอลทั่วโลก แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น หลังจาก บราซิล คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในปี 1970 พวกเขาได้รับสิทธิ์ครอบครองถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ อย่างถาวร โดยถ้วยถูกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานใหญ่สหพันธ์ฟุตบอลบราซิลในนครริโอ เดอ จาเนโร ภายใต้ตู้กระจกกันกระสุน
ทว่าในปี 1983 คนร้ายได้งัดด้านหลังตู้จัดแสดงและขโมยถ้วยหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมที่แท้จริงของมัน บางกระแสเชื่อว่าถูกหลอมขาย ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่าถ้วยอาจตกอยู่ในคอลเลกชั่นลับของมหาเศรษฐีคนใดคนหนึ่ง
ด้วยบทเรียนราคาแพงจากอดีต จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ถ้วยฟุตบอลโลกใบปัจจุบันจะถูกนำกลับไปเก็บรักษาโดย ฟีฟ่า ทันทีหลังพิธีฉลองแชมป์สิ้นสุดลง โดยปล่อยให้ทีมแชมป์ได้รับเพียงถ้วยจำลองเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการปกป้องหนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของวงการกีฬาโลกจากการสูญหายหรือถูกขโมยอีกครั้ง
หลังจากที่ บราซิล ได้สิทธิ์ครอบครองถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ อย่างถาวรจากการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในปี 1970 ทาง ฟีฟ่า จึงตัดสินใจสร้างถ้วยรางวัลใบใหม่ที่มีความทันสมัยมากขึ้น และถูกนำมาใช้ครั้งแรกในฟุตบอลโลกปี 1974
การประกวดออกแบบ: สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้รับผลงานส่งเข้าประกวดถึง 53 แบบ ก่อนที่ผลงานของ ซิลวิโอ กาซซานิก้า (Silvio Gazzaniga) ศิลปินชาวอิตาเลียน จะได้รับเลือกให้เป็นผู้สร้างสรรค์ถ้วยฟุตบอลโลกใบปัจจุบัน
ต้นแบบ: ถูกนำเสนอครั้งแรกในการประชุมฟีฟ่าที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อปี 1971 โดยกาซซานิก้าได้นำแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์ที่เขากับลูกชายวัย 14 ปี ชื่อ จอร์โจ้ กาซซานิก้า ช่วยกันสร้างขึ้นในห้องครัวที่บ้านมาจัดแสดง
ความเชื่อมโยง: แม่พิมพ์ต้นแบบดังกล่าวยังคงถูกใช้ในการผลิตถ้วยจำลองที่มอบให้กับทีมแชมป์มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนถ้วยทองคำต้นฉบับถูกหล่อขึ้นจากแม่พิมพ์เดียวกันในอีก 3 ปีต่อมา
การผลิต: มอบหมายให้กับโรงงาน GDE Bertoni บริษัทสัญชาติอิตาลี ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองมิลาน
มูลค่า: มีรายงานว่าใช้ทองคำมูลค่ากว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 ล้านบาท) ในยุคนั้น ซึ่งหากเทียบมูลค่าในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.70 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากรวมคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์แล้ว ถ้วยฟุตบอลโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 680 ล้านบาท) ทำให้เป็นถ้วยรางวัลกีฬาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
ถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ มีรายละเอียดดังนี้:
ความสูง: 36.5 เซนติเมตร
น้ำหนักรวม: ประมาณ 6.2 กิโลกรัม
วัสดุ: ประกอบด้วยทองคำ 18 กะรัตหนักราว 5 กิโลกรัม และชั้นหินมาลาไคต์กึ่งอัญมณีบริเวณฐานอีก 1.175 กิโลกรัม
โครงสร้าง: ไม่ได้ทำจากทองคำตัน แต่เป็นโครงสร้างแบบกลวงภายใน เพราะหากเป็นทองคำแท้ทั้งใบ น้ำหนักอาจพุ่งเกิน 70-80 กิโลกรัม จนแทบไม่มีนักเตะคนใดยกชูขึ้นเหนือศีรษะได้
พื้นผิว: พื้นผิวของรูปนักกีฬาบนถ้วยไม่ได้ถูกขัดให้เรียบมันวาว แต่ใช้กระดาษทรายสร้างพื้นผิวให้ดูหยาบเล็กน้อย เพื่อสื่อถึงความยากลำบาก ความทุ่มเท และการเสียสละที่จำเป็นต้องผ่านมาก่อนจะก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก
หลังจบฟุตบอลโลกปี 1994 ฟีฟ่า ต้องเพิ่มแผ่นฐานอีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับรายชื่อแชมป์โลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่บนถ้วยปัจจุบันสามารถสลักชื่อชาติที่เป็นแชมป์ได้ถึงเพียงฟุตบอลโลกปี 2038 เท่านั้น โดยชื่อของแต่ละชาติจะถูกจารึกด้วยภาษาของประเทศที่คว้าแชมป์นั้นๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนถึงเกียรติยศสูงสุดของวงการลูกหนังโลก