หลังจากที่สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เตรียมทดลองใช้กติกาการแข่งขันรูปแบบใหม่ในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ ลีก 2026 ( 2026 FIVB Women's Volleyball Nations League) ที่จะแข่งชันระหว่างวันที่ 3 มิ.ย. 27 ก.ค.69 รวมถึงในศึกชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และระดับชิงแชมป์ทวีปตลอดปีนี้
สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เตรียมปรับโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการลูกยาง ด้วยการทดลองใช้กติกาการแข่งขันรูปแบบใหม่ในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกอย่าง วอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ ลีก 2026 (2026 FIVB Women's Volleyball Nations League) หรือ VNL 2026 ที่กำลังจะระเบิดความมันส์ขึ้นระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน ถึง 27 กรกฎาคม 2569 รวมถึงในศึกชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และการแข่งขันระดับชิงแชมป์ทวีปตลอดปีนี้
เป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนกติกาในครั้งนี้ เพื่อยกระดับให้เกมการแข่งขันมีความรวดเร็ว ต่อเนื่อง เต็มไปด้วยไดนามิก เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชม และลดช่วงเวลาหยุดเกมที่ไม่จำเป็นลง ก่อนที่จะมีการประเมินผลเพื่อพิจารณาปรับใช้เป็นกฎกติกาถาวรในอนาคต โดยมี 12 ข้อกติกาใหม่ที่น่าสนใจดังนี้
1. เพิ่มโควตาเปลี่ยนตัวเป็น 8 ครั้งต่อเซต
กติกาใหม่: ปรับเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ 6 ครั้ง เพิ่มขึ้นเป็น 8 ครั้งต่อเซต
ข้อดี: เปิดโอกาสให้หัวหน้าผู้ฝึกสอนสามารถแก้เกม บริหารแท็กติกระดับละเอียด หรือสลับตัวผู้เล่นหน้าสามและเกมรับได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
2. ผ่อนปรนการจับ "ดับเบิลคอนแทกต์" ในจังหวะเซต
กติกาใหม่: การสัมผัสบอลสองจังหวะเล็กน้อยระหว่างการเซตบอล (บอลหมุน) จะยังได้รับอนุญาต ตราบใดที่บอลยังอยู่ในฝั่งทีมตัวเอง
ข้อดี: ช่วยให้เกมไหลลื่น ไม่สะดุด และลดการใช้ดุลยพินิจของผู้ตัดสินที่อาจคลาดเคลื่อน
3. ทีมรับขยับตำแหน่งได้ทันทีหลังสิ้นเสียงนกหวีด
กติกาใหม่: ผู้เล่นฝั่งรับสามารถเริ่มเคลื่อนที่เข้าโซนรับหรือวิ่งตามแผนได้ทันทีเมื่อผู้เสิร์ฟ "เริ่มต้นขยับตัวทำท่าเสิร์ฟ" โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มือสัมผัสโดนบอลเหมือนแต่ก่อน
ข้อดี: เพิ่มความเร็วและมิติใหม่ให้ทั้งเกมรับและการเข้าทำ
4. อิสระของ "ลิเบอโร่" (ใช้เฉพาะในรายการ VNL เท่านั้น)
กติกาใหม่: ทีมสามารถส่งรายชื่อผู้เล่นได้ 12-14 คน (ต้องมีลิเบอโร่อย่างน้อย 1 คน) โดยสามารถเลือกใช้งานลิเบอโร่ได้สูงสุด 2 คน และต้องยืนยันรายชื่อก่อนเริ่มแข่งขันไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ข้อดี: ช่วยบริหารจัดการทีมได้ดีขึ้นในกรณีที่มีนักกีฬาบาดเจ็บกะทันหันหรือต้องการปรับแผนในนาทีสุดท้าย
5. ระบบ "บุกมาร์ก ชาลเลนจ์" (Bookmarked Challenge) ระหว่างแรลลี่
กติกาใหม่: หากมีจังหวะกังขาเกิดขึ้นระหว่างเล่น ทีมสามารถกด "มาร์ก" จังหวะนั้นไว้ได้ทันที โดยเกมจะดำเนินต่อไปจนจบแต้ม ไม่มีการหยุดชะงักกลางคัน เมื่อจบแรลลี่แล้ว ทีมที่เสียแต้มจึงจะมาเลือกตัดสินใจว่าจะขอชาลเลนจ์จังหวะที่มาร์กไว้หรือไม่
ข้อดี: ลดการหยุดเกมกลางคัน เพิ่มความต่อเนื่องและอรรถรสในการรับชม
6. เพิ่มการชาลเลนจ์จังหวะ "สัมผัสบอลในเกมรับ"
กติกาใหม่: เปิดโอกาสให้ใช้ระบบชาลเลนจ์ตรวจสอบจังหวะการสัมผัสบอลในเกมรับและการรับเสิร์ฟเพิ่มเติม แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีภาพวิดีโอที่แสดงการสัมผัสอย่างชัดเจนเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนคำตัดสินได้
7. ห้ามขอเวลานอกทันทีหลังจบการชาลเลนจ์
กติกาใหม่: หลังจากผู้ตัดสินประกาศผลชาลเลนจ์แล้ว ทีมที่เป็นฝ่ายร้องขอชาลเลนจ์จะไม่สามารถกด "ขอเวลานอก" ต่อเนื่องได้ทันที
ข้อดี: ป้องกันการใช้แท็กติกถ่วงเวลา และบีบให้เกมดำเนินต่ออย่างรวดเร็ว
8. ลดการใช้นกหวีดในจังหวะที่ "ผลชัดเจน"
กติกาใหม่: ผู้ตัดสินจะไม่เป่านกหวีดในจังหวะที่เห็นผลการเล่นชัดเจน เช่น บอลออกห่างสนามชัดเจน, ลูกเสิร์ฟไม่ข้ามตาข่ายติดเน็ตด้านล่าง หรือบอลโดนบล็อกกระดอนออกนอกสนามโดยตรง
ข้อดี: ลดเสียงนกหวีดที่พร่ำเพรื่อ และทำให้การสื่อสารในสนามกระชับรวดเร็วขึ้น
9. เข้มงวดกฎ "อุ้ม-ยก-ผลักบอล" ในจังหวะรุก
กติกาใหม่: FIVB จะบังคับใช้กฎเกี่ยวกับการจับ ยก ผลัก หรืออุ้มบอลในจังหวะบุกอย่างเคร่งครัด โดยจะอนุญาตเฉพาะการตบหรือการสัมผัสบอลระยะสั้นแบบ "ทิป" (Tipping) ที่สะอาดเท่านั้น เพื่อตัดปัญหาการเล่นตุกติกสองมือที่แพร่หลายในปัจจุบัน
10. บอลโดนเพดาน... ยังเล่นต่อได้!
กติกาใหม่: หากบอลจากการเล่นจังหวะที่ 1 หรือ 2 กระดอนไปโดนเพดานหรือโครงสร้างเหนือสนาม แต่บอลยังตกกลับมาในแดนตัวเอง ทีมสามารถเล่นต่อได้ตามปกติ (กฎเดิมคือเสียแต้มทันที) แต่ถ้าชนเพดานแล้วข้ามไปฝั่งคู่แข่ง จะถือว่าเสียแต้มทันที
11. เปิดโอกาสให้โค้ชซักถามผู้ตัดสินได้มากขึ้น
กติกาใหม่: หัวหน้าผู้ฝึกสอนสามารถเดินเข้าไปสอบถามหรือยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับการชาลเลนจ์ รวมถึงขอคำอธิบายเกี่ยวกับคำตัดสินจากผู้ตัดสินได้โดยตรง แต่ยังคงห้ามการประท้วงด้วยอารมณ์หรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม
12. เพิ่มช่วงวอร์มเสิร์ฟเดี่ยว ทีมละ 90 วินาที
กติกาใหม่: ในขั้นตอนการวอร์มอัพก่อนเริ่มเกม ทั้งสองทีมจะยังใช้ตาข่ายร่วมกันในการซ้อมตบตามปกติ แต่จะมีการเพิ่มช่วง "ซ้อมเสิร์ฟแยกทีละทีม ทีมละ 90 วินาที" เข้ามา
ข้อดี: เพื่อความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบอลจากสองฝั่งลอยมาชนกัน และให้นักกีฬามีสมาธิกับการเตรียมพร้อมมากขึ้น
งานนี้แฟนวอลเลย์บอลไทยต้องจับตาดูให้ดีว่า การปฏิวัติกติกาครั้งใหญ่ในศึก VNL 2026 ปีนี้ จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบและเปิดทางให้แท็กติกของทัพ วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มได้เฉิดฉายมากยิ่งขึ้น หรือจะทำให้เกมลูกยางระดับทวีความเดือดและรวดเร็วสะใจแฟนๆ ขนาดไหน ร่วมพิสูจน์พร้อมกันตั้งแต่วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 นี้เป็นต้นไป



