อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่นครราชสีมา ผ่านครึ่งทางได้รับคำชมชาติสมาชิกด้านการจัดการ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ปลื้มผลงานทัพไทยทุบสถิติเพียบ มั่นใจกวาดมากกว่า 200 เหรียญทอง
การแข่งขัน มหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่จังหวัด นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 เดินทางเข้าสู่ช่วงครึ่งทางของการแข่งขัน โดยภาพรวมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และได้รับคำชื่นชมจากชาติสมาชิกถึงมาตรฐานการจัดการแข่งขันของประเทศไทย
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า การจัดการแข่งขันในทุกสนาม รวมถึงการเตรียมที่พัก ระบบขนส่ง และการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากชาติที่เข้าร่วมว่าไทยบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานสากล ขณะเดียวกันการตัดสินเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม
ด้านผลงานของ ทัพนักกีฬาไทย หลังผ่านครึ่งทาง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในชนิดกีฬา กรีฑา และ ว่ายน้ำ ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น สามารถทำลายสถิติรวมกันได้มากกว่า 20 รายการ อาทิ พงศกร แปยอ ที่ทำลายสถิติอาเซียนพาราเกมส์ของตนเองในวีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร คลาส T53 และ นิธิกร เจียมพิริยะกุล ที่ทำลายสถิติเดิมในว่ายน้ำกบ 100 เมตร คลาส SB14
จากผลงานดังกล่าว ทำให้ กกท. มั่นใจว่า ทัพนักกีฬาไทยจะสามารถคว้าเหรียญทองได้มากกว่า 200 เหรียญทอง และมีโอกาสครองตำแหน่งเจ้าอาเซียนได้เป็น สมัยที่ 7 ติดต่อกัน
ผู้ว่าการ กกท. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนักกีฬาไทยหลายชนิดกีฬาพัฒนาไปสู่ระดับโลกแล้ว ทำให้สามารถวางแผนสะสมคะแนนโลก และสร้างสถิติเพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีนักกีฬาดาวรุ่งหน้าใหม่ราว 30–40 เปอร์เซ็นต์ ที่แจ้งเกิดในรายการนี้ และจะก้าวขึ้นมาทดแทนนักกีฬารุ่นพี่ในอนาคต รวมถึงสามารถต่อยอดสู่การแข่งขันระดับ พาราลิมปิกเกมส์ ได้
สำหรับ มหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 มีการแข่งขันทั้งหมด 19 ชนิดกีฬา ชิงชัยรวม 493 เหรียญทอง โดยการประเมินล่าสุดของ กกท. ร่วมกับสมาคมกีฬาคนพิการทุกชนิดกีฬา คาดว่าทัพไทยจะคว้าได้ 231 เหรียญทอง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 233 เหรียญทอง เนื่องจากการแข่งขัน วีลแชร์เทนนิส มีชาติสมาชิกเข้าร่วมไม่ครบ ส่งผลให้ถูกตัดออกไป 2 รายการ
