กรณี “เทพบิว” ภูริพล บุญสอน ถูกจับตาในเวทีกรีฑาโลก ชวนย้อนบทเรียนการโอนสัญชาตินักกีฬาของกาตาร์ เมื่อโอกาสในชีวิตต้องเดินคู่กับเงื่อนไขทางกฎหมายและแรงกดดันทางจิตใจ
ในวันที่ชื่อของ “เทพบิว” ภูริพล บุญสอน ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับนักกรีฑาที่โลกกีฬาให้การจับตามอง กระแสข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจจากหลายชาติที่อาจพร้อมยื่นข้อเสนอสิทธิประโยชน์ในระดับสูง
(โดยยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ) จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในแวดวงกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีโลก แต่มันชวนให้สังคมกีฬาหันกลับไปถอดบทเรียนจากประเทศอย่าง กาตาร์
ซึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการกรีฑานานาชาติ ด้วยแนวทางการดึงตัวนักกีฬาพรสวรรค์จากต่างชาติเข้ามาสวมชุดทีมชาติ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับประเทศสู่ความเป็นมหาอำนาจด้านกีฬาในระยะเวลาอันสั้น
กรณีศึกษา “ซาอิฟ ซาอีด ชาฮีน” เมื่อเส้นทางอาชีพสวนทางกับภาพจำเดิม
ย้อนกลับไปในปี 2003 โลกกรีฑาต้องจารึกชื่อของ สตีเฟน เชโรโน นักวิ่งระยะไกลพรสวรรค์สูงจาก เคนยา ซึ่งตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติไปเป็นพลเมืองกาตาร์ พร้อมชื่อใหม่ว่า ซาอิฟ ซาอีด ชาฮีน
การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลเพียงด้านเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อน มีรายงานในช่วงเวลานั้นว่า ข้อเสนอจากกาตาร์ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนจำนวนมากและสวัสดิการระยะยาว
เป็นทางเลือกที่ยากจะปฏิเสธ สำหรับนักกีฬาที่ต้องเผชิญกับระบบสนับสนุนในบ้านเกิด ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิตหลังเลิกเล่นกีฬา
แม้ชาฮีนจะประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการคว้าแชมป์โลกในสีเสื้อกาตาร์ แต่เส้นทางดังกล่าวก็มาพร้อมแรงกดดันทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่ชัยชนะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเสมอไป
หนึ่งในภาพที่ยังถูกกล่าวถึงในโลกกรีฑาจนถึงวันนี้ คือช่วงเวลาที่ ซาอิฟ ซาอีด ชาฮีน ก้าวข้ามเส้นชัย คว้าแชมป์โลกในนามของกาตาร์
ชัยชนะครั้งนั้นควรเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนักกีฬา แต่สำหรับหลายคน ภาพที่ปรากฏกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่านั้น
เพราะในสนามเดียวกัน นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยตามหลังเขา คืออดีตเพื่อนร่วมชาติจากเคนยา และหนึ่งในนั้น คือพี่ชายแท้ ๆ ของเขาเอง
หลังการแข่งขัน มีภาพที่ถูกบันทึกไว้ว่า พี่ชายเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมา ไม่จับมือ และไม่แสดงความยินดี
ไม่ใช่เพราะความพ่ายแพ้ในสนาม แต่เพราะชุดแข่งขันที่น้องชายสวมอยู่ ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของบ้านเกิดอีกต่อไป
กาตาร์โมเดล กับการสร้างระบบนิเวศการกีฬาทางลัด
กาตาร์ไม่ได้เลือกเดินเพียงแนวทางของการดึงตัวนักกีฬารายบุคคล แต่ลงทุนสร้าง “ระบบ” อย่างจริงจัง
ทั้งการตั้งศูนย์ฝึกซ้อมระดับสูง การวางเครือข่ายแมวมองในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก เพื่อค้นหานักกีฬาดาวรุ่งตั้งแต่อายุยังน้อย และปูเส้นทางสู่เวทีนานาชาติอย่างเป็นขั้นตอน
โมเดลนี้ช่วยให้กาตาร์ก้าวขึ้นมามีบทบาทในวงการกีฬาโลกอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ภายใต้เหรียญรางวัลและความสำเร็จ ก็มีประเด็นด้านสิทธิและสถานะทางกฎหมายที่ถูกตั้งคำถามอยู่ไม่น้อย
นักกีฬาโอนสัญชาติหลายราย อาจไม่ได้รับสิทธิพลเมืองเท่าเทียมกับชาวกาตาร์โดยกำเนิด และในบางกรณี ต้องถือครองเอกสารเดินทางในลักษณะชั่วคราว ซึ่งมีเงื่อนไขผูกพันกับสมรรถภาพทางร่างกายและผลงานในสนามแข่งขัน
ตามรายงานของสื่อกีฬานานาชาติในช่วงเวลานั้น
กฎระเบียบใหม่กับความพยายามคุ้มครองนักกีฬา
ความเข้มข้นของการโอนสัญชาตินักกีฬาที่เพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การที่ World Athletics ตัดสินใจระงับการโอนสัญชาติชั่วคราวในปี 2017
เป้าหมายของมาตรการดังกล่าว ไม่ใช่เพื่อปิดกั้นโอกาสของนักกีฬา แต่เพื่อทบทวนกฎระเบียบ และลดความเสี่ยงด้านสวัสดิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาเยาวชน ที่อาจถูกโน้มน้าวด้วยสัญญาซึ่งมีรายละเอียดทางกฎหมายซับซ้อน
บทเรียนจากเวทีโลก กับชื่อ “เทพบิว”
เหตุผลที่กรณีของ “เทพบิว” ภูริพล บุญสอน ถูกนำมาเชื่อมโยงกับบทเรียนจากเวทีโลก ไม่ใช่เพราะมีการตัดสินใจใดเกิดขึ้นแล้ว
แต่เพราะเขากำลังยืนอยู่บนจุดตัดเดียวกับนักกีฬาระดับโลกในอดีต จุดที่ โอกาสในชีวิต ความฝัน และความผูกพันกับบ้านเกิด อาจเดินเข้ามาพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์การโอนสัญชาตินักกีฬา อาจไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดแบบตายตัว
ในมุมหนึ่ง มันคือโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของนักกีฬาและครอบครัว แต่อีกมุมหนึ่ง มันคือบททดสอบสำคัญของนิยามคำว่า “ตัวแทนทีมชาติ” ในยุคของกีฬาไร้พรมแดน
คำตอบของแต่ละคน อาจแตกต่างกันไปตามเส้นทางชีวิตที่ต้องเลือกเดิน