ถ้าพูดถึง "ไทย" กับ "ไอซ์ฮอกกี้" หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันสุด ๆ
แต่ใครจะเชื่อว่าในดินแดนเมืองร้อนแห่งนี้ กำลังมีแรงขับเคลื่อนเงียบ ๆ ที่พยายามเปลี่ยน "ลานน้ำแข็ง" ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งออก Soft Power ไปยังระดับโลก
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของชัยชนะบนสนามแข่ง แต่มันคือการเดินทางจากขอบสนาม ของคุณแม่คนหนึ่ง สู่การวางรากฐาน "ฮับ" ไอซ์ฮอกกี้แห่งอาเซียน
SIAMSPORT ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ "คุณแบม" จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ผู้หญิงที่เปลี่ยนบทบาทจากผู้ปกครองที่นั่งดูลูกเล่นกีฬา มาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนวงการไอซ์ฮอกกี้เยาวชนไทย
ติดตามเรื่องนี้ไปพร้อมกันที่นี่
จาก "คุณแม่ขอบสนาม" สู่ภารกิจระดับชาติ
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คุณแบม เริ่มต้นในวงการนี้ด้วยสถานะ "ผู้ปกครอง" ของลูกชายที่เริ่มเล่นไอซ์ฮอกกี้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ
ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเห็นภาพเด็ก ๆ ไทยต้องต่อสู้กับข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องงบประมาณ สถานที่ฝึกซ้อม และภาพลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็น "กีฬาสำหรับคนมีฐานะ"
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ในรายการ Pee-Wee Ice Hockey Tournament ที่ออสเตรเลีย
เมื่อ คุณแบม รวบรวมเด็กไทย รุ่น U14 จำนวน 10 คน และผู้รักษาประตูอีก 2 คน เดินทางไปแข่งขันภายใต้ชื่อทีม "Amazing Thailand Ice Hockey"
ซึ่งเธอมองข้ามช็อตไปไกลกว่าแค่ผลการแข่งขัน เพราะเธอมองว่าเวลานักกีฬาเยาวชนไทยไปแข่งขันที่ต่างประเทศ
นอกเหนือจากเล่นกีฬาแล้ว พวกเขาน่าจะทำหน้าที่ในการที่จะเป็นทูตวัฒนธรรม หรือเผยแพร่อะไรให้กับประเทศไทยได้อีก
"เราไม่ได้ไปแค่เพื่อชนะ แต่เราไปในนามทูตวัฒนธรรม" คุณแบมเผยถึงแนวคิดที่ใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านโครงการ Youth Sports Tourism โดยได้รับการสนับสนุนจาก ททท. และสมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งฯ
ปาฏิหาริย์บนใบมีดที่ออสเตรเลีย
ในสายตาของเจ้าภาพอย่าง ออสเตรเลีย หรือทีมจากเมืองหนาวอย่างนิวซีแลนด์และสวีเดน ทีมไทย อาจดูเป็นเพียง "ทางผ่าน" ด้วยรูปร่างที่เล็กกว่าและความคุ้นเคยกับน้ำแข็งที่น้อยกว่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ความอเมซิ่ง" สมชื่อทีม
เมื่อขุนพลน้ำแข็งรุ่นเยาว์จากไทยผงาดคว้าถ้วยทองมาครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ของทัวร์นาเมนต์นี้
เสียงเพลงชาติไทยที่ดังกระหึ่มในลานสเก็ตต่างแดน ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่มันคือการประกาศให้โลกเห็นว่า
"เมืองร้อนก็เป็นเจ้าแห่งน้ำแข็งได้"
ด้วยความสำเร็จนี้เองทำให้ สมาคมกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศไทย (Ice Hockey Association of Thailand) อนุญาตให้ทีมสามารถใช้ตราโลโก้ของสมาคมในการแข่งขันได้ในเวลาต่อมา
ยุทธศาสตร์ "Regional Hub" และการทลายกำแพงชนชั้น
วิสัยทัศน์ที่คุณแบมวางไว้ร่วมกับผู้ใหญ่ในวงการคือการผลักดันให้ไทยเป็น Regional Hub ของเอเชียแปซิฟิก
คุณแบม วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จจะยั่งยืนได้ต้องมี "ประชากรนักกีฬา" ที่มากขึ้น
เธอจึงเสนอแนวคิดการเข้าถึงกีฬาไอซ์ฮอกกี้ผ่านทางเลือกที่ถูกลง เช่น การใช้ลาน Synthetic Ice (น้ำแข็งสังเคราะห์) หรือเริ่มปูพื้นฐานจาก Field Hockey เพื่อให้นักกีฬาต่างจังหวัดหรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงทักษะเบื้องต้นได้ก่อนจะก้าวสู่ลานจริง
"ถ้าเราสร้างพื้นที่ให้เด็กด้อยโอกาสเข้าถึงกีฬาที่มีค่าใช้จ่ายสูงแบบนี้ได้ มันคือการสร้างผลกระทบทางสังคมในเรื่องความเสมอภาค" คุณแบม ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับ SIAMSPORT
แรงบันดาลใจจาก NHL
อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญคือการมีตัวอย่างความสำเร็จระดับโลกอย่าง Jonas Siegenthaler กองหลังสายเลือดไทยจากทีม New Jersey Devils ในลีก NHL
การมาเยือนไทยของเขาไม่ได้เป็นแค่การโชว์ตัว แต่คือการสร้างคอนเนคชั่น ระหว่างไทยกับโค้ชระดับโลก และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "สายเลือดไทยไปถึง NHL ได้จริง"
คุณแบม เล่าถึง Jonas ว่าเป็น "ยักษ์ใหญ่ที่อ่อนโยน" ผู้พร้อมจะช่วยเหลือและแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง
ท้ายที่สุด เส้นทางของ ไอซ์ฮอกกี้ไทย ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าอาจดูยาวไกล แต่ด้วยแพลตฟอร์มที่เริ่มเป็นรูปธรรม ทั้งในแง่ความเป็นเลิศทางการกีฬาและความเป็นทูตวัฒนธรรม
มันกำลังพิสูจน์ว่า "ความร้อน" ไม่ใช่อุปสรรคของ "ความฝัน"
หากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกล้าที่จะ "ลงทุน" ใน Soft Power ชนิดนี้อย่างจริงจัง ลานน้ำแข็งในไทยอาจไม่ได้เป็นแค่สถานที่คลายร้อน แต่เป็น "สะพาน" ที่พาเด็กไทยก้าวไปสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างาม