กกท. ร่วม ป.ป.ท. แจ้งความกองปราบเอาผิดสมาคมฮอกกี้น้ำแข็งฯ หลังพบพิรุธเบิกค่าเช่าลานเกินจริงพุ่ง 2 ล้านกว่าบาท พร้อมขยายผลเส้นทางใบเสร็จและเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าดำเนินการแจ้งความเอาผิด สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทยฯ ในข้อหาฉ้อโกง หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตงบประมาณรัฐ
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการร้องเรียนของ Thailand International Ice Hockey Arena (TIIHA) โดย นายชุมพล ครุศักดาพงษ์ เจ้าของสถานที่ ซึ่งระบุข้อกล่าวหาหลัก 3 ประเด็น ได้แก่
1. เบิกค่าเช่าลานเกินจริง เดือนละ 720,000 บาท ทั้งที่ค่าใช้จริงอยู่ประมาณ 300,000 บาท โดยมีเอกสารเบิกจ่ายช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนเป็นหลักฐาน
2. จ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาน้อยกว่างบที่เบิกจาก กกท.
3. เบิกค่าจ้างโค้ชต่างชาติและที่พัก ทั้งที่ไม่มีการจ้างจริง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ผู้ว่าการ กกท. ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าทาง กกท. ได้ทำงานร่วมกับ ป.ป.ท. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายเกินจริง ส่งผลให้รัฐได้รับความเสียหาย
ดร.ก้องศักด เปิดเผยว่า ประเด็นที่นำมาแจ้งความในครั้งนี้ คือการเบิกค่าเช่าลานเกินจริง ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนประเด็นอื่น ๆ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร หรือการทุจริตในส่วนอื่น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่ การจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา , การจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา และ การจ้างโค้ชและเจ้าหน้าที่
ผู้ว่าการ กกท. ย้ำว่า หากตรวจสอบพบความผิดจริง กกท. ในฐานะผู้เสียหายจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อนำเงินแผ่นดินกลับคืน และหากพบว่าผู้บริหารสมาคมมีส่วนเกี่ยวข้อง อาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อระงับการทำงานของคณะกรรมการสมาคมชุดดังกล่าว
พร้อมกันนี้ยังระบุว่า คดีดังกล่าวถือเป็น กรณีตัวอย่างสำคัญของวงการกีฬาไทย ที่สะท้อนความจำเป็นในการจัดระเบียบการใช้งบประมาณให้โปร่งใส โดย ป.ป.ท. เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสมาคมฮอกกี้น้ำแข็ง, ผู้ดูแลลาน TIIHA และเจ้าหน้าที่ กกท. เข้าสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน
ด้าน นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติในลักษณะ การออกใบเสร็จเกินจริง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริงหรือปลอม อย่างไรก็ตาม การนำใบเสร็จไปใช้เบิกเงินกับ กกท. ทำให้สมาคมไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้
ทั้งนี้ ป.ป.ท. เตรียมขยายผลไปตรวจสอบสมาคมกีฬาอื่นเพิ่มเติม หลังเริ่มมีข้อมูลร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
กรณีนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่อาจนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในวงการกีฬาไทยในระยะยาว


