ภายใต้การนำของ เจมส์ วาวล์ส ทีม วิลเลี่ยมส์ เปลี่ยนจากทีมท้ายตาราง (จบอันดับ 10 ถึง 4 ใน 5 ปีล่าสุด) กลายเป็นทีมที่ทะยานขึ้นมาจบอันดับ 5 ในปี 2025 พร้อมคว้า 2 โพเดียมจาก คาร์ลอส ไซน์ซ โดยที่แทบไม่ได้อัปเกรดรถเลย เพราะทุ่มทรัพยากรไปที่รถปี 2026 ทั้งหมด
แต่ทำไมกูรูหลายคนถึงมองว่าขอบฟ้าของ วิลเลี่ยมส์ ยังคงขุ่นมัว ?
1. อาถรรพ์ความล่าช้าที่ยังแก้ไม่ตก
แม้จะเริ่มโปรเจกต์ FW48 (รถปี 2026) ก่อนใครเพื่อน แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา วิลเลี่ยมส์ กลับ พลาดการทดสอบรถที่ บาร์เซโลน่า
นี่คือครั้งที่ 3 ในรอบ 7 ฤดูกาลที่ วิลเลี่ยมส์ ทำรถเสร็จไม่ทันกำหนด
สาเหตุคือ วาวล์ส ยอมรับว่าเกิดจากความล่าช้าในขั้นตอนการผลิต เพราะทีมพยายามดันเพดานสมรรถนะไปจนสุดทางจนผ่านการทดสอบ Nosebox ไม่ทันเวลา
ผลกระทบจึงเป็นการเสียเวลาเก็บข้อมูลในสนามจริงไปอย่างน่าเสียดาย แม้ วาวล์ส จะอ้างว่าใช้ข้อมูลจากพาร์ทเนอร์อย่าง เมอร์เซเดส มาช่วยชดเชยได้ก็ตาม
2. ความเสี่ยงของยุคใหม่
ปี 2026 คือการล้างไพ่ครั้งใหญ่ทั้งเครื่องยนต์และกฎดีไซน์ ซึ่ง วาวล์ส กังวลใน 2 จุดหลัก
น้ำมันสังเคราะห์ 100% คือสิ่งใหม่ที่ไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่แน่ชัด ระบบเชื้อเพลิงจะเสถียรแค่ไหน?
การทลายกำแพงความรู้เดิมเพื่อสร้างรถยุคใหม่มีความเสี่ยงสูง วาวล์ส คาดการณ์ว่าในช่วงแรกเราอาจเห็นรถหลายคันจอดแช่ในอู่มากกว่าวิ่งบนแทร็ก
3. กำแพงระหว่างอันดับ 5 กับท็อป 4
วาวล์ส ยอมรับตามตรงว่าการขยับจากอันดับสุดท้ายมาอยู่อันดับ 5 นั้นยากแล้ว แต่การจะเจาะเข้าไปในกลุ่มท็อป 4 (แม็คลาเรน, เมอร์เซเดส, เฟอร์รารี่, เร้ดบูลล์) นั้นยากกว่าแบบทวีคูณ
แม้ วิลเลี่ยมส์ จะลงทุนมหาศาล แต่เครื่องมือและบุคลากรยังคงตามหลังทีมยักษ์ใหญ่เหล่านั้นอยู่หลายขุม
นิยามของความล้มเหลวที่ชาญฉลาด วาวล์ส มองว่าการทำรถไม่ทันคือบทเรียนจากการผลักดันขีดจำกัด เขายอมให้ทีมพลาดตอนนี้ ดีกว่าไปพังในศึกใหญ่อย่าง Australian Grand Prix
สถานการณ์ของ วิลเลี่ยมส์ ตอนนี้เหมือนถือตั๋วทองแต่ยังหาทางเข้าประตูไม่เจอ
พวกเขามีไลน์อัพนักขับที่แข็งแกร่ง (อัลบอน & ไซน์ซ) และมีเครื่องยนต์ที่น่าจะทรงพลังที่สุดในปี 2026
แต่ปัญหาด้านการบริหารจัดการภายในที่ทำให้รถเสร็จช้า ยังเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตว่า เมื่อถึงเวลาลงสนามจริง วิลเลี่ยมส์ จะเป็น "ม้าตัวจริง" หรือเป็นเพียง "ยักษ์หลับ" ที่ยังไม่ตื่นกันแน่?