ลูเซียโน่ เบนาวิเดส เฉือน บราเบค 2 วินาที ผงาดแชมป์จักรยานรยนต์ ดาการ์ 2026 สมัยแรก

ลูเซียโน่ เบนาวิเดส เฉือน บราเบค 2 วินาที ผงาดแชมป์จักรยานรยนต์ ดาการ์ 2026 สมัยแรก
ดราม่าสนั่นทะเลทรายเมื่อ ลูเซียโน่ เบนาวิเดส นักบิดจากทีมเรด บูล เอทีเอ็ม แฟคทอรี่ พลิกแซง ริกกี้ บราเบค ช่วงสุดท้าย เข้าป้ายคว้าแชมป์ ดาการ์ 2026 ด้วยช่องว่างเพียง 2 วินาที สร้างสถิติเฉือนชนะแคบที่สุดในประวัติศาสตร์

การแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ 2026 (Dakar Rally 2026) ประเภทรถจักรยานยนต์ เดินทางมาถึงบทสรุปในสเตจที่ 13 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้าย เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ใช้เส้นทางรอบเมืองยานบู (Yanbu) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ระยะทาง 141 กิโลเมตร

โดยสถานการณ์ก่อนเริ่มเกม ริกกี้ บราเบค อดีตแชมป์ชาวอเมริกันจากทีมมอนส์เตอร์ เอเนอร์ยี่ ฮอนด้า (Monster Energy Honda) รั้งตำแหน่งผู้นำเวลารวม ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากผู้ตามอย่าง ลูเซียโน่ เบนาวิเดส นักบิดชาวอาร์เจนไตน์จากทีมเรด บูล เอทีเอ็ม แฟคทอรี่ 

ผลการแข่งขันในสเตจสุดท้าย แชมป์สเตจตกเป็นของ เอ็ดการ์ คาเนต์ ดาวรุ่งชาวสเปนเพื่อนร่วมค่าย เรด บูล เอทีเอ็ม แฟคทอรี่  (Red Bull KTM Factory Racing) ที่โชว์ฟอร์มเยี่ยม เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 49 นาที 3 วินาที ประเดิมแชมป์สเตจแรกในชีวิต (Maiden Stage Win) ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การชิงตำแหน่งแชมป์โลก เมื่อ ลูเซียโน่ เบนาวิเดส นักบิดชาวอาร์เจนตินา จากทีมเรด บูล เอทีเอ็ม แฟคทอรี่ ตัดสินใจเปิดคันเร่งเต็มสูบ ทำเวลาเข้ามาเป็นอันดับ 2 ของสเตจ ซึ่งเร็วกว่าคู่แข่งโดยตรงอย่าง ริกกี้ บราเบค ที่จบในอันดับที่ 4

จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้ตารางเวลารวมเกิดการพลิกผันทันที เมื่อจบการแข่งขันทั้ง 13 สเตจ ลูเซียโน่ เบนาวิเดส พลิกสถานการณ์ผงาดคว้าแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จ ด้วยเวลารวม 49 ชั่วโมง 41 วินาที เฉือนชนะ ริกกี้ บราเบค ที่ทำเวลารวมได้ 49 ชั่วโมง 43 วินาที ไปเพียง 2 วินาที เท่านั้น ซึ่งนับเป็นช่องว่างความห่างที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันดาการ์ แรลลี่

ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ โทชา ชาเรน่า นักบิดชาวสเปนจากทีม Honda ที่ทำผลงานได้น่าประทับใจ ตามหลังแชมป์ 25 นาที 12 วินาที

ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นแชมป์ ดาการ์ แรลลี่ สมัยแรกในชีวิตของ ลูเซียโน่ เบนาวิเดส และถือเป็นการกู้ศักดิ์ศรีให้กับค่าย KTM ให้กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าทะเลทรายได้อีกครั้ง หลังจากการขับเคี่ยวที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์




ที่มาของภาพ : Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport