ภาพของ อำนาจ รื่นเริง ที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเช้าวันนี้ แล้วยิ่งย้อนไปดูโพสต์ของพี่จอนนี่ มือปราบ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น “ครูอำนาจ ขอลาผมกลับไปเยี่ยมแม่แล้วนะครับ”
ข้อความนั้นมันเกิดขึ้นหลัง อำนาจ ใช้ชีวิตอยู่กับ “จอนนี่” และครอบครัวประมาณ 3 เดือน
และโพสต์ก่อนหน้านั้นก็มีทั้งความภูมิใจ ความหวัง และความเป็นห่วง
ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน อำนาจ มีชีวิตที่ดีขึ้น และวันที่เดินออกจากบ้านของเขา อดีตแชมป์โลกคนนี้ออกไปด้วยสติ
ก่อนจะมีข้อความหนึ่งตามมาเมื่อรู้ว่า อำนาจ กลับถึงอ้อมกอดของแม่ที่ ศรีราชา จ.ชลบุรี แล้ว
“อย่ากลับไปหาวงจรสิ่งไม่ดีเก่าๆ นะครู...ผมเป็นห่วงครูครับ”
ตอนนั้นมันฟังเหมือนคำอวยพร
แล้วก็ไม่มีใครคิดว่า อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา ประโยคนี้จะถูกหยิบกลับมาอ่านด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป
เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ศรีราชาได้รับแจ้งเหตุชายมีลักษณะมึนเมาและก่อความวุ่นวายภายในงานวัด
ชายคนนั้นคือ อำนาจ รื่นเริง อดีตแชมป์โลก IBF อดีตนักมวยทีมชาติไทย และคนคนเดียวกับที่เพิ่งได้รับคำอวยพรให้เริ่มต้นชีวิตใหม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น
เช้าวันต่อมา จอนนี่ โพสต์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่มีบรรยากาศแห่งความยินดีเหมือนโพสต์แรก
เขาบอกว่า ลูกชายร้องไห้ ตัวเขาเองรู้สึกดิ่ง ก่อนจะใช้ประโยคหนึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
“เขาไม่ผ่านบททดสอบ”
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้สะเทือนใจที่สุดมีอยู่สองตัว
3 เดือน กับ ไม่ถึง 24 ชั่วโมง
สามเดือนที่ครอบครัวหนึ่งพยายามช่วยเหลือคนคนหนึ่ง
จอนนี่ พยายามทุกวิถีทาง ตั้งแต่เรื่องการใช้ชีวิต การกินยา การอบสมุนไพร ไปจนถึงการออกกำลังกาย
ลูกชายของเขายอมตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่งเป็นเพื่อน เพราะอยากให้ผู้ชายคนนี้กลับมาเป็น “ครูอำนาจ” อีกครั้ง
และสิ่งที่ผมเพิ่งรู้จากโพสต์ล่าสุดของ จอนนี่ คือ อนาคตของ อำนาจ ถูกวางเอาไว้ไกลกว่าการแค่กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
จอนนี่ มีแผนลงทุนเงิน หลายล้านบาทสร้างยิมมวย เพื่อให้อำนาจกลับมาทำสิ่งที่เขารู้จักดีที่สุด นั่นคือ สอนมวย
ลองคิดดูนะครับว่า ภาพนั้นสวยแค่ไหน
อดีตแชมป์โลกที่ครั้งหนึ่งชีวิตเดินออกนอกเส้นทาง กลับมายืนอยู่กลางยิม มีเด็ก ๆ เรียกว่า “ครู”
ถ่ายทอดวิชาที่พาเขาเดินทางจากประเทศไทย ไปจนถึงการเป็นแชมป์โลก มีอาชีพ มีรายได้ และมีเหตุผลให้ตื่นขึ้นมาในทุกเช้า
นั่นอาจเป็นตอนจบที่สวยงามมากของเรื่องนี้ เพียงแต่ มันยังไปไม่ถึงตรงนั้น
การกลับบ้านครั้งนี้ สำหรับจอนนี่ มันคือ “บททดสอบ”
สามเดือนที่ผ่านมา อำนาจ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนคอยดูแล
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เมื่อไม่มีคนคอยบอกให้ตื่น ไม่มีคนชวนออกไปวิ่ง ไม่มีคนคอยกำกับชีวิต เขาจะประคองตัวเองได้หรือเปล่า?
คำตอบแรกที่ได้รับไม่ใช่คำตอบที่ทุกคนอยากเห็น
แต่ผมก็ไม่อยากจะบอกว่า “สามเดือนพังลงภายใน 24 ชั่วโมง” เพราะชีวิตมนุษย์ไม่ควรถูกตัดสินด้วยสมการง่ายขนาดนั้น
วงการกีฬา เราคุ้นเคยกับคำว่า คัมแบ็ก (Comeback)
นักฟุตบอลเอ็นไขว้หน้าขาด พักเก้าเดือน แล้วกลับมาลงสนาม
นักมวยแพ้น็อก ก่อนกลับไปซ้อมและขึ้นเวทีใหม่
เราเห็นเส้นทางของมันค่อนข้างชัด บาดเจ็บ รักษา ฟื้นฟู ซ้อม กลับมาแข่งขัน
แต่การคัมแบ็กของชีวิตจริง ไม่มีโปรแกรมฟื้นฟูที่ชัดเจนขนาดนั้น
ไม่มีวันที่หมอประกาศว่า “คุณพร้อมกลับไปใช้ชีวิตเต็ม 90 นาทีแล้ว”
บางวันคุณดีขึ้น บางวันคุณถอยหลัง และบางครั้ง การล้มเพียงครั้งเดียวก็เกิดขึ้นหลังจากวันที่ทุกคนคิดว่าคุณกำลังไปได้ดีที่สุด
ผมไม่อยากมองภาพล่าสุดของอำนาจ แล้วรีบสรุปว่า “เห็นไหม สุดท้ายก็เหมือนเดิม” แม้มันจะเกิดขึ้นเหมือนเดิมก็ตาม
เพราะถ้าเรามองแบบนั้น สามเดือนที่ผ่านมาก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย
ทั้งที่ความจริง อย่างน้อยสามเดือนนั้นพิสูจน์อย่างหนึ่งแล้วว่า อำนาจ เคยกลับมาใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งได้
ปัญหาคือ เขาจะทำอย่างไรให้ชีวิตแบบนั้นดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีใครจับมืออยู่ตลอดเวลา
และนั่นต่างหากที่อาจเป็นไฟต์ยากที่สุดของเขา
อำนาจ รื่นเริง เคยผ่านคู่ชกมามากมาย
เขาเคยเป็นตัวแทนประเทศไทย เคยขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดในฐานะแชมป์โลก
เขารู้จักการถูกต่อย รู้จักการล้ม และรู้จักการลุกขึ้นก่อนกรรมการนับสิบ
แต่คู่ต่อสู้ในวันนี้แตกต่างออกไป เพราะมันไม่มีเสียงระฆังบอกว่าต้องเริ่มยกเมื่อไร
ไม่มีกรรมการคอยแยก และไม่มีคะแนนบอกว่าเขากำลังนำหรือตาม
จอนนี่บอกว่า “เขาไม่ผ่านบททดสอบ”
ถ้ามองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็คงเป็นอย่างนั้น
ผมหวังว่า นี่จะเป็นเพียง บททดสอบหนึ่ง ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายของชีวิต
เพราะคนที่ล้มอีกครั้งไม่ได้ต้องการคนยืนปรบมือให้ตอนล้ม
เขาอาจต้องการระบบ คนรอบข้าง และความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้การลุกครั้งต่อไปไม่ต้องเริ่มจากศูนย์อีก
มันอาจเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง
วันที่เขาตื่นขึ้นมา ไปเปิดประตูยิม มีเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามา ยกมือไหว้ แล้วเรียกเขาว่า “ครูอำนาจครับ”
ถ้าวันนั้นมาถึงจริง บางที นั่นอาจเป็นแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ อำนาจ รื่นเริง
ผมก็ได้แต่หวังให้เป็นแบบนั้น...
ฮอส อลอนโซ่