"เจ็บก็ต้องสวน" ชีวิตของ 'เสือคิม' จากวันที่หมดเงิน คิดเลิกมวย สู่โอกาสครั้งใหม่ที่ไม่ยอมปล่อยหลุดมือ

"เจ็บก็ต้องสวน" ชีวิตของ 'เสือคิม' จากวันที่หมดเงิน คิดเลิกมวย สู่โอกาสครั้งใหม่ที่ไม่ยอมปล่อยหลุดมือ
สิ่งที่บอกตัวตนของนักมวยได้ดีที่สุด อาจเป็นวินาทีที่เขาเจ็บจนแทบยืนไม่ไหว แล้วเลือกทำอะไรต่อจากนั้น

เสือคิม ป๋องสุพรรณ พีเค. เล่าถึงช่วงเวลาบนเวทีที่ตัวเองโดนอาวุธของ นาบิล อานาน เข้าเต็ม ๆ จนจุก ลำตัวงอ หรือบางจังหวะโดนอาวุธจนวูบไปเหมือนกัน

ความรู้สึกในเสี้ยววินาทีนั้นมันมีถึงขั้นว่า ถ้าไม่ไหว ก็ลงไปให้นับดีไหม? แต่สุดท้ายเขาไม่ลง

สิ่งที่ เสือคิม ทำคือกัดฟัน แล้วพยายามสวนอาวุธกลับไปทันที

เหตุผลง่ายมากครับ

ถ้าเราแสดงให้คู่ต่อสู้เห็นว่าเจ็บ เขาจะยิ่งได้ใจ

ฟังเผิน ๆ มันคือวิธีเอาตัวรอดของนักมวยบนสังเวียน

แต่หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางชีวิตของผู้ชายคนนี้ กลับรู้สึกว่า นั่นแทบจะเป็นวิธีที่ เสือคิม ใช้ต่อสู้กับชีวิตมาตลอดเหมือนกัน

เพราะชีวิตเคยต่อยเขาหนักกว่าคู่ชกหลายคนเสียอีก

- วันที่ เสือคิม เดินออกจากมวย

เสือคิม ไม่ใช่นักมวยที่เดินอยู่บนเส้นทางสวยงามมาตลอด

ครั้งหนึ่งเขาเคยตัดสินใจเลิกมวย จากชีวิตที่เติบโตมากับการต่อสู้ เขาพยายามออกไปสร้างชีวิตอีกแบบด้วยการทำธุรกิจ เพราะคงไม่มีนักมวยคนไหนสามารถใช้ร่างกายหาเงินไปได้ตลอดชีวิต

แต่เส้นทางที่เลือกกลับไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ เงินเก็บที่สะสมมาจากการชกมวยค่อย ๆ หมดลง

จากคนที่เคยมีรายได้จากสองกำปั้น วันหนึ่งเขาต้องกลับมามองชีวิตตัวเองใหม่ว่า ต่อจากนี้จะเดินไปทางไหน

สุดท้ายคำตอบพาเขากลับมายังสถานที่เดิม

มันอาจฟังเหมือนการกลับบ้าน แต่ความเป็นจริง การกลับมาครั้งนั้นไม่ได้ง่ายเลย

เพราะมวยเป็นกีฬาที่ต่อให้ชื่อเสียงในอดีตยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อระฆังดังขึ้น ไม่มีใครช่วยคุณได้

ร่างกายต้องพร้อม หัวใจต้องพร้อม และคุณต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ทั้งหมด

- กลับมาแล้ว ชีวิตก็ยังไม่ใจดี

โอกาสจาก ONE ลุมพินี เปิดประตูให้ เสือคิม กลับมาอยู่บนเวทีใหญ่อีกครั้ง

แต่นิทานเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยชัยชนะ

สามไฟต์แรกของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก

เปิดหัวมาก็แพ้น็อกต่อ คิริลล์ โคมูทอฟ

ไฟต์ต่อมาก็ชนะ ซามาน อาสซูริ แบบไม่ค่อยน่าประทับใจ

อีกไฟต์กลับมาแพ้น็อกต่อ อเล็กเซย์ บาลีโก

ผลงานเหล่านั้นทำให้ความมั่นใจของคนที่กำลังพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

สิ่งที่หนักกว่าอาการเจ็บตามร่างกาย คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัว

เขากลัวคนดูถูก กลัวว่าการกลับมาครั้งนี้อาจเป็นความผิดพลาด และเคยคิดถึงการเลิกชกอีกครั้ง

ลองคิดดูนะครับ คุณเคยออกจากสิ่งหนึ่งไปแล้ว พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ไม่สำเร็จ

ตัดสินใจกลับมาหาสิ่งเดิมด้วยความหวังว่าจะเริ่มต้นอีกครั้ง แต่เมื่อกลับมา คุณกลับล้มอีก

มันง่ายมากที่จะบอกตัวเองว่า "พอแล้ว"

เสือคิม เองก็เคยไปถึงจุดนั้น สุดท้ายเขายังเลือกกลับมาเดินหน้าต่อ

- จากคนที่คิดจะเลิก สู่ชัยชนะ 5 จาก 6 ไฟต์

สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์

เสือคิม กลับไปซ้อมหนักกว่าเดิม แก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง และพยายามทำให้โอกาสที่ได้รับมีความหมายมากที่สุด

ผลลัพธ์คือจากสามไฟต์แรกที่เต็มไปด้วยคำถาม เขากลับมาชนะได้ถึง 5 จาก 6 ไฟต์ต่อมา

เส้นทางที่เกือบจบลง กลับพาเขาไปถึงการคว้าสัญญากับ ONE

สำหรับนักมวยบางคน สัญญาอาจหมายถึงความก้าวหน้าในอาชีพ แต่สำหรับ เสือคิม ผมคิดว่ามันมีความหมายมากกว่านั้น

เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองเคยเสียโอกาส เคยล้มเหลว และเคยเดินออกจากวงการนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อชีวิตเปิดประตูให้เขาอีกครั้ง เขาจึงรู้ว่าโอกาสครั้งนี้มีค่าขนาดไหน

- เจ็บก็ต้องสวน

นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจในตัว เสือคิม

เวลาถูกถามถึงช่วงที่โดนอาวุธหนัก เขาไม่ได้พยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนเหล็กที่ไม่รู้สึกเจ็บ

เขาเจ็บครับ เขาจุก เขามึน

บางครั้งถึงขั้นมีความคิดว่าจะลงไปให้นับ แต่นั่นต่างหากที่ทำให้เรื่องของเขาน่าสนใจ

ความกล้าหาญไม่ได้แปลว่าคุณไม่กลัวหรือไม่เจ็บ มันคือการที่คุณยังตัดสินใจทำอะไรบางอย่างต่อไป ทั้งที่กำลังเจ็บอยู่

เสือคิม รู้ว่า ถ้าโดนเข่าแล้วแสดงอาการออกมา คู่ต่อสู้จะเดินเข้าหาทันที

ดังนั้นแม้ร่างกายกำลังร้องว่าไม่ไหว สิ่งที่เขาพยายามทำคือสวนกลับ

หมัดนั้นอาจไม่ได้แรงที่สุด อาจไม่ได้เข้าเป้าทุกครั้ง

แต่อย่างน้อยมันกำลังบอกคนตรงหน้าว่า "ผมยังอยู่"

และบางทีชีวิตก็ไม่ต่างจากนั้นมากนัก เราไม่จำเป็นต้องชนะปัญหาทุกอย่างในทันที

บางวันแค่ทำให้มันรู้ว่าเรายังไม่ยอม ก็เพียงพอแล้วที่จะพาตัวเองไปถึงวันถัดไป

- ชนะแล้วก็ยังให้เกียรติคนตรงหน้า

อีกด้านหนึ่งที่ผมชอบในตัว เสือคิม คือเมื่อเขาเป็นฝ่ายชนะ เขาไม่ได้ใช้ชัยชนะเพื่อทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าคู่ต่อสู้

หลังผ่านการต่อสู้กับ นาบิล เขายังพูดถึงอีกฝ่ายในฐานะนักมวยเก่งและมีอนาคต พร้อมเปิดกว้างหากจะมีโอกาสแก้มือกันอีกครั้ง

แม้แต่จังหวะที่ตัวเองทำได้ดี เสือคิม ยังพูดในลักษณะว่า บางอย่างเป็นเรื่องของสัญชาตญาณหรือจังหวะที่ฝึกซ้อมมา

มันสะท้อนบางอย่างที่น่าสนใจ เพราะคนที่ผ่านทั้งวันที่ตัวเองอยู่สูงและวันที่ชีวิตลงไปอยู่ต่ำมาก ๆ มักรู้ดีว่า ไม่มีสถานะไหนอยู่กับเราตลอดไป

วันนี้คุณอาจเป็นผู้ชนะ

วันหน้าอาจเป็นคนที่ล้ม

สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ตอนเป็นผู้ชนะ คุณปฏิบัติต่อคนที่แพ้อย่างไร

- เงิน 1.7 ล้านบาท ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความฟุ่มเฟือย

เงินโบนัส 1.7 ล้านบาทอาจเป็นตัวเลขที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น

เสือคิม ก็ดีใจครับ เขาไม่ได้พยายามปิดบังความรู้สึกนั้น

เพราะสำหรับนักมวยคนหนึ่ง เงินจำนวนนี้สามารถเปลี่ยนหลายอย่างในชีวิตได้จริง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดหลังจากได้เงินมา

เขาพูดถึงบ้าน พูดถึงที่ดิน พูดถึงภาระค่าใช้จ่าย และพูดถึงการเก็บเงินไว้สำหรับอนาคต

เพราะในวัย 31 ปี เสือคิมเข้าใจความจริงข้อหนึ่งเป็นอย่างดี

ร่างกายของนักมวยไม่มีทางหาเงินให้เราได้ตลอดชีวิต

วันนี้ยังเตะได้ วันนี้ยังต่อยได้ วันนี้ยังรับอาวุธไหว

ไม่ได้หมายความว่าอีกห้าปีหรือสิบปีจะทำได้เหมือนเดิม

โดยเฉพาะคนที่เคยออกไปทำธุรกิจแล้วต้องเห็นเงินเก็บของตัวเองค่อย ๆ หมดลง ประสบการณ์ครั้งนั้นย่อมสอนให้รู้ว่า เงินที่เข้ามาในวันที่ชีวิตกำลังดีต้องถูกใช้เพื่อเตรียมรับวันที่มันอาจไม่ดีเหมือนเดิมด้วย

- เพราะเขารู้ว่าโอกาสราคาแพงแค่ไหน

ตลอดเส้นทางของ เสือคิม มีชื่อของคนที่เขาพูดถึงด้วยความขอบคุณอยู่เสมอ

ตั้งแต่คุณยาย ผู้มีพระคุณอย่าง เสี่ยแขก ค่าย พีเค.แสนชัย ทีมงาน เทรนเนอร์ ไปจนถึง ชาตรี ศิษย์ยอดธง และ ONE ที่มอบพื้นที่ให้เขากลับมาสร้างชีวิตบนสังเวียนอีกครั้ง

ผมคิดว่าสาเหตุที่เขาพูดถึงคนเหล่านี้บ่อย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความกตัญญู แต่เพราะ เสือคิม รู้ด้วยประสบการณ์ของตัวเองว่า การมีโอกาส กับ ไม่มีโอกาส ชีวิตมันต่างกันแค่ไหน

เขาเคยมีชื่อเสียง เคยเดินออกจากมวย เคยทำธุรกิจไม่สำเร็จ เคยเสียเงินเก็บ เคยกลับมาชก เคยโดนน็อก เคยกลัวคนดูถูก และเคยคิดจะเลิกอีกครั้ง

ดังนั้นทุกครั้งที่มีใครเปิดประตูให้ เขาจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ตัวเองสมควรได้รับโดยอัตโนมัติ

เขารู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคือทำให้โอกาสนั้นคุ้มค่าที่สุด

- ชีวิตมืดได้ แต่อย่าปล่อยให้มันดับ

ผมคิดว่าเสน่ห์ของเรื่องราว เสือคิม ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเป็นนักมวยที่ไม่เคยแพ้

ตรงกันข้ามเลยครับ มันน่าสนใจเพราะเขาแพ้มาเยอะ ทั้งแพ้บนเวทีและแพ้ให้กับบางการตัดสินใจในชีวิต

เขาเคยท้อ เคยกลัว เคยคิดจะเลิก และไม่ได้พยายามปิดบังเรื่องเหล่านั้น

แต่ทุกครั้งที่ชีวิตผลักเขาลงไป สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ ผู้ชายคนนี้ยังหาทางกลับขึ้นมาได้

บางครั้งกลับมาด้วยชัยชนะ บางครั้งกลับมาด้วยเงินโบนัส บางครั้งกลับมาด้วยสัญญาฉบับใหม่

แต่ก่อนจะได้สิ่งเหล่านั้น เขาต้องเริ่มจากการตัดสินใจง่าย ๆ อย่างหนึ่งก่อนเสมอ

- ยังไม่เลิก

วันนี้ในวัย 31 ปี เสือคิม อาจรู้ดีว่าเส้นทางนักมวยของตัวเองไม่ได้เหลือเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เขาจึงต้องสู้บนเวทีให้เต็มที่ เก็บเงิน ผ่อนบ้าน สร้างทรัพย์สิน และเตรียมชีวิตในวันที่ไม่มีเสียงระฆัง ไม่มีแสงไฟ และไม่มีเงินรางวัลจากการชกมวยอีกแล้ว

บางทีนี่อาจเป็นชัยชนะที่สำคัญกว่าการน็อกคู่ต่อสู้เสียอีก เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตของนักมวยไม่ได้วัดกันเพียงว่าเขาล้มคู่ต่อสู้มาแล้วกี่คน

แต่อาจวัดกันที่ว่า ในวันที่ชีวิตเป็นฝ่ายต่อยเราจนแทบลุกไม่ขึ้น เราจะยังมีหัวใจมากพอที่จะกัดฟัน แล้วสวนกลับไปอีกสักหมัดหรือเปล่า

สำหรับ เสือคิม ป๋องสุพรรณ พีเค. คำตอบของเขาถูกเขียนผ่านชีวิตมาแล้วครับ

เจ็บได้ จุกได้ ท้อได้ แต่ตราบใดที่ยังยืนอยู่ก็ยังไม่แพ้

#ฮอสอลอนโซ่



ที่มาของภาพ : one championship
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport