เจาะลึกความลับของ 'เจลาโต้' (Gelato) เมนูโปรดในวันพักของนักปั่นจักรยานระดับโลกอย่าง ทาเดจ์ โพกาชาร์ และ เกร็ก เลอมอนด์ ผสมผสานวิทยาศาสตร์การกีฬา จิตวิทยา และวัฒนธรรมน่องเหล็กแห่งอิตาลี
ช่วงนี้กระแส อัลตร้าสมูท ในประเทศไทย กำลังมาแรงติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งร้านไอศครีมหลายร้านก็เริ่มนำมาโปรโมทเพื่อเป็นจุดขาย
แต่รู้หรือไม่ว่า สำหรับนักปั่นจักรยานอาชีพ หลายคนเลือกที่จะฉลองวันพักด้วย "เจลาโต้" (Gelato)
ทำไมของหวานที่ดูเหมือนจะเป็นศัตรูของนักกีฬา กลับกลายเป็น "อาวุธลับ" ที่ซ่อนอยู่ในแผนการฟื้นฟูของโปรทีมระดับโลก?
SIAMSPORT จะพาไปหาคำตอบที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬา จิตวิทยา และวัฒนธรรมอันเข้มข้นของอิตาลี
ร่วมติดตามพร้อมกันที่นี่เลย
บทเรียนจากเกร็ก เลอมอนด์
ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 80 เกร็ก เลอมอนด์ ตำนานนักปั่นชาวอเมริกัน เคยตกเป็นเป้าสายตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสื่อฝรั่งเศสเพียงเพราะเขามีความสุขกับการกินไอศกรีมระหว่างการแข่งขัน Tour de France
ในยุคนั้น ชาวฝรั่งเศส มองว่าความสำมะเลเทเมาในรสหวานเช่นนี้ คือการดูหมิ่นเสื้อเหลืองและทำลายสมรรถภาพทางกาย
แต่ เลอมอนด์ กลับตอบโต้ด้วยความจริงจังว่า "นั่นไม่ใช่การตามใจปาก แต่มันคือสิ่งจำเป็น"
เพราะสำหรับนักกีฬาที่ต้องเผชิญกับสภาวะแคลอรี่ติดลบอย่างหนัก การเติมพลังงานกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญ และเจลาโต้ นี่เองที่เป็นแหล่งโปรตีนและแคลเซียมชั้นยอดที่ช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและป้องกันตะคริว
ในศึก Giro d’Italia แม้แต่ ทาเดจ์ โพกาชาร์ ยอดนักปั่นของ UAE Team Emirates ก็ยังทำตามประเพณีนี้ ในวันพักแรกของรายการ
เขาแวะพักดื่มกาแฟและจัดเจลาโต้ไปหนึ่งถ้วยใหญ่ ก่อนจะกลับไปแจ้งนักโภชนาการประจำทีมด้วยรอยยิ้ม
วิทยาศาสตร์ในถ้วยเจลาโต้
อธิบายง่าย ๆ ประมาณว่า เจลาโต้ ไม่ใช่แค่ไอศกรีมธรรมดา แต่มันคือ "อาหารฟื้นฟู" ที่ผ่านการออกแบบโดยธรรมชาติ
หากเราลองดูข้อมูลทางโภชนาการกันจริง ๆ เจลาโต้ มีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้นักกีฬาปั่นจักรยานชื่นชอบ
ประการแรกคือ ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมน้ำตาลใน เจลาโต้ ไปใช้เป็นพลังงานแก่ระบบประสาทและเม็ดเลือดแดงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูร่างกายหลังจากการกรำศึกหนัก
ประการต่อมา ไขมันต่ำกว่าที่คิด เมื่อเทียบกับไอศกรีมแบบอเมริกัน เจลาโต้ มีส่วนผสมของนม มากกว่าครีม ทำให้มีปริมาณไขมันต่ำกว่า ย่อยง่ายกว่า และไม่ทำให้รู้สึกหนักท้องจนเกินไป
สุดท้ายเรื่องของ อุณหภูมิที่พอเหมาะ เจลาโต้ จะถูกเสิร์ฟในอุณหภูมิที่สูงกว่าไอศกรีมทั่วไป (ประมาณ 10-22 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ช่วยให้ลิ้นรับรสชาติได้ดีที่สุด และถ้าเป็นของแทร่เหมือนที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลคือคุณแทบไม่ต้องเคี้ยว...
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้สารอาหาร คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า "Psychological Detachment" หรือแปลไทยคือการตัดขาดทางจิตวิทยาจากความเครียด
อย่างไรก็ตาม สนามแข่ง Grand Tour ไม่ใช่แค่บททดสอบขา แต่มันคือ "กรงขังทางจิตใจ"
เนื่องจาก นักปั่นต้องอยู่กับตัวเลข วัตต์ต่อกิโลกรัม และการวิเคราะห์เส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง การได้นั่งในร้าน เจลาโต้ ข้างทางในวันพัก จึงเป็นการสร้างกำแพงกั้นระหว่างโลกของการทำงานและโลกส่วนตัว
ในช่วงวันพักที่ดูเหมือนจะสบาย แต่จริง ๆ แล้วนักปั่นยังมีภารกิจทั้งการปั่นฟื้นฟูร่างกายประมาณ 90 นาที การประชุมทีม และการตอบคำถามสื่อ การได้หยุดแวะที่คาเฟ่และทานเจลาโต้สักนิด จึงเป็น "กลยุทธ์การเปลี่ยนเกียร์ทางสมอง" ที่ดีที่สุด
ความสมดุลบนเส้นทางสู่ชัยชนะ
คุณก็คิดเอาว่าความเชื่อมโยงระหว่างจักรยานและเจลาโต้นั้นลึกซึ้งถึงขั้นที่ เปาโล ฟอร์นาชารี อดีตนักปั่นอาชีพที่เคยเป็นตัวซัพพอร์ตให้ซูเปอร์สตาร์อย่าง มาริโอ ชิโปลลินี ตัดสินใจเปิดร้านเจลาโต้ของตัวเองในชื่อ "Ultimo Kilometro"
หลังจากแขวนจักรยาน เพราะเขารู้ดีว่าความหวานคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมน่องเหล็ก
สุดท้ายแล้ว การแข่งขันจักรยานในหลาย ๆ รายการ อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ใครกิน เจลาโต้ ได้มากกว่ากัน แต่มันอยู่ที่ใครจะสามารถบริหารจัดการ "ความเครียด" และ "พละกำลัง" ได้สมดุลที่สุด
เจลาโต้ ความเนียนระดับอัลตร้าสมูท จึงไม่ใช่แค่ของหวานหรือกระแสปั่น ๆ ในโซเชียล แต่มันคือรางวัลของความทุ่มเทและเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะพาพวกเขาไปให้ถึงจุดหมายนั่นเอง
ตัน กวาร์ดิโอล่า