เจาะลึก ทำไม สเตเฟ่น เคอร์รี่ ถึงเซ็น 10 ปีซบ Li-Ning

เจาะลึก ทำไม สเตเฟ่น เคอร์รี่ ถึงเซ็น 10 ปีซบ Li-Ning
การผละจาก Under Armour ไป Li-Ning คือหนึ่งในดีลธุรกิจที่สำคัญที่สุดของชีวิต สเตเฟ่น เคอร์รี่

หลังอยู่กับ Under Armour มาตั้งแต่ปี 2013 เคอร์รี่ ตัดสินใจปิดฉากความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 12 ปี

ก่อนหน้านั้นเขาเริ่มต้นกับ Nike ตั้งแต่เข้า NBAในปี 2009

จากนั้นย้ายไป Under Armour และกลายเป็นนักกีฬาที่ช่วยเปลี่ยนสถานะของแบรนด์จนเกิด Curry Brand ขึ้นมา

ปลายปี 2025 ทั้งสองฝ่ายประกาศแยกทางด้วยความยินยอมร่วมกัน

สิ่งสำคัญคือ Under Armour อนุญาตให้ เคอร์รี่ นำ Curry Brand ติดตัวออกมาด้วย

นั่นทำให้เขาสามารถพาแบรนด์ของตัวเองไปอยู่กับบริษัทใหม่ได้

สุดท้ายปลายทางคือ Li-Ning แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากจีน

ตามรายงานของ ESPN ดีลนี้มีระยะเวลาถึง 10 ปี ครอบคลุมรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้ากีฬาแนวลำลองรวมถึงอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร

สำคัญกว่านั้นคือ เคอร์รี่ มีอำนาจในการดึงนักกีฬาคนอื่นเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตัวเอง

จุดนี้เองสำคัญมากครับ เพราะมันจะทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงพรีเซนเตอร์สินค้า เขากำลังทำหน้าที่คล้ายเจ้าของแบรนด์ คล้ายผู้บริหาร และคล้ายคนสร้างระบบธุรกิจของตัวเอง

เคอร์รี่ บอกเอาไว้ชัดเจนว่า "อนาคตของ Curry Brand จะถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทที่อยู่ในวงการกีฬาและนวัตกรรมมานานอย่างแท้จริง"

เขายังบอกอีกว่า Li-Ning คือพาร์ทเนอร์ที่มุ่งมั่นสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และต้องการร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก

เหตุผลที่ เคอร์รี่ เลือก Li-Ning มีความชัดเจนอยู่หลายข้อ

ข้อแรกคือเรื่องสถานะ

นี่เป็นแนวคิดเดียวกับตอนที่เขาเลือก Under Armour แทน Nike เมื่อปี 2013

เคอร์รี่ ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เขาต้องการเป็นคนสำคัญที่สุดของแบรนด์

ถ้าเขาเลือก Nike เขาต้องแชร์พื้นที่กับ เลอบรอน เจมส์

ถ้าเลือก Adidas ก็ต้องแชร์พื้นที่กับ แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ดส์ และนักกีฬาคนอื่น ๆ 

แต่ที่ Li-Ning เขากลายเป็นชื่อที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ทันที

ก่อนหน้านี้นักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Li-Ning คือ ดเวย์น เวด เจ้าของรองเท้า Way of Wade

ส่วน จิมมี่ บัตเลอร์, เฟร็ด แวนฟลีต, ซีเจ แม็คคอลลั่ม และ ดีแองเจโล่ รัสเซลล์ ก็อยู่ภายใต้แบรนด์เช่นกัน

แต่ไม่มีใครมีอิทธิพลระดับเดียวกับ เคอร์รี่

เหตุผลที่สองคือเรื่องตลาดโลก

เคอร์รี่ มอง Curry Brand ในระดับ global scale  ไม่ใช่ domestic scale (เฉพาะตลาดภายในประเทศ)

นักบาส NBA มีประวัติความนิยมสูงในเอเชียมาโดยตลอด

โคบี้ ไบรอันท์ เลอบรอน เจมส์ รวมถึง สเตฟอน มาร์บิวรี่ ต่างสร้างอิทธิพลทางการตลาดในเอเชียได้มหาศาล

เคอร์รี่ รู้ดีว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

Li-Ning จึงเป็นประตูสำคัญในการขยายอิทธิพลของ Curry Brand ไปยังตลาดที่กำลังเติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อีกจุดที่น่าสนใจคือเรื่องการเซ็นนักกีฬา

ก่อนหน้านี้ เคอร์รี่ เคยดึง เดอารอน ฟ็อกซ์ เข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้สำเร็จ

แต่วันนี้โลกกีฬาเปลี่ยนไปแล้ว

ยุค NIL (Name, Image and Likeness หรือ สิทธิ์ทางการค้าของนักกีฬามหาวิทยาลัย) เปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถเซ็นสัญญากับนักกีฬาเด็ก ๆ ได้เร็วกว่าเดิม

นั่นหมายความว่า เคอร์รี่ และ Li-Ning สามารถเข้าหาดาวรุ่งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยได้โดยตรง รวมถึงอาจขยายไปสู่ข้อตกลงกับทั้งสถาบันการศึกษาในอนาคต

Davidson มหาวิทยาลัยเก่าของ เคอร์รี่ จึงถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

แต่รายละเอียดที่สำคัญที่สุดของดีลนี้อาจไม่ใช่เรื่องเงิน มันคือระยะเวลา

10 ปี คือสัญญาที่ยาวกว่าช่วงเวลาที่ เคอร์รี่ จะเล่นบาสเกตบอลอาชีพต่อ

นั่นหมายความว่า ดีลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตหลังเลิกเล่นตั้งแต่ต้น และถ้ามองภาพรวมทั้งหมด

แรงบันดาลใจของ Curry Brand ชัดเจนมาก นั่นคือ Jordan Brand

แบรนด์ที่เติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์หลัง ไมเคิล จอร์แดน แขวนรองเท้าไปนานแล้ว

Li-Ning อาจไม่ใช่ Nike แต่ เคอร์รี่ ไม่ได้กำลังมองหา Nike คนที่สอง

เขากำลังพยายามสร้าง Curry Brand ให้กลายเป็น Jordan Brand เวอร์ชั่นของตัวเอง

HOSSALONSO



ที่มาของภาพ : -
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport