เสียงนกหวีดเริ่มเกมมักมาพร้อมกับความหวัง แต่เสียงนกหวีดจบเกมในระยะหลังมักตามมาด้วยคำถามที่ทิ่มแทงใจแฟนบอลว่า ทำไม "กุนซือญี่ปุ่น" ไม่ประสบความสำเร็จที่เมืองไทย?
เรากำลังพูดถึงเฮดโค้ชระดับผ่านเวทีฟุตบอลโลกอย่าง อากิระ นิชิโนะ, โค้ชจอมแท็กติกอย่าง มาโกโตะ เทกุระโมริ, โค้ชมืออาชีพอย่าง ทากายูกิ นิชิกายะ หรือรายล่าสุดระดับโค้ชแชมป์เจลีก มาซาทาดะ อิชิอิ และคนอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยชื่อมา
ชื่อเหล่านี้คือ "เชฟระดับมิชลิน" ที่หอบเอาสูตรอาหารชั้นเลิศมาจากแดนอาทิตย์อุทัย แต่ทำไมพอลงมือปรุงในครัวไทย รสชาติกลับฝาดเฝื่อนจนแฟนบอลอยากจะเททิ้ง?
ในเชิงทฤษฎี ฟุตบอลญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ "ระบบ" ที่แข็งแกร่งกว่าตัวบุคคล นักเตะญี่ปุ่นถูกฝึกมาให้เป็นฟันเฟืองที่สมบูรณ์แบบในเครื่องจักรกล แต่ฟุตบอลไทยเราโตมากับระบบ "ตามใจ" นั่นคือไทยแท้ครับ
แน่นอนครับว่า วินัยที่หายไปในรายละเอียด เราอาจจะเห็นนักเตะไทยวิ่งสู้ฟัดในเกม แต่วินัยที่กุนซือญี่ปุ่นต้องการไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่มันคือการยืนตำแหน่งระดับมิลลิเมตร และการตัดสินใจที่ต้องทำตามแบบแผน
แต่... ที่สำคัญเลยในด้านกำแพงทางวัฒนธรรม ทั้งความเกรงใจ และระบบอาวุโสในห้องแต่งตัวของไทย บางครั้งกลายเป็นลิ่มที่ตอกกั้นระหว่าง "คำสั่งเด็ดขาด" กับ "การปฏิบัติจริง"
หลายคนบอกว่าสรีระเราไม่ต่างจากญี่ปุ่น แต่ความจริงที่หลายคนเห็นนั้นคือ "ความฟิตเชิงลึก" นักเตะญี่ปุ่นสปีดเต็มสปีดได้ตลอด 90 นาที แต่ไทยเรามักจะ "น้ำมันหมด" ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องหัวใจ แต่มันคือเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาที่สะสมมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หรือน้อยกว่านั้น
"หากคุณเอาเชฟโอมาคาเสะ มาปรุงปลาที่เพิ่งตายจากตลาดสด รสชาติมันไม่มีทางสู้ปลาที่ส่งตรงจากทะเลลึกได้ฉันใด กุนซือญี่ปุ่นก็ไม่สามารถเสกปาฏิหาริย์ได้ ถ้าพื้นฐานเบสิกของนักเตะเรา ยังต้องมานั่งสอนการรับ-ส่งบอลกันในแคมป์ทีมชาติ"
เมื่อมีคนบอกว่ารากฐานเยาวชนไทยคือ "ศูนย์" ผมเชื่อเลยครับว่าหลายคนมักจะโกรธ แต่มันคือศูนย์ในเชิงโครงสร้างที่เป็นเอกภาพ!
ในญี่ปุ่น เด็กทุกคนโตมากับตำราเล่มเดียวกันคือ "Japan's Way" แต่ในไทย เด็กเก่งๆ กระจัดกระจายตามอะคาเดมีที่สอนคนละทิศคนละทาง เรามี "วัตถุดิบ" ที่ดี แต่เราไม่มี "มาตรฐานการคัดเกรด" ที่ชัดเจน
เราคาดหวังให้กุนซือทีมชาติชุดใหญ่แก้ปัญหาทุกอย่าง ตั้งแต่ท่าทางการวิ่งยันกลยุทธ์การเข้าทำ ซึ่งในโลกฟุตบอลอาชีพ... นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่มันคือการบ้านที่ต้องทำเสร็จมาตั้งแต่อยู่สโมสรและเยาวชนแล้ว
ในงานวิจัยด้านการพัฒนานักกีฬาระยะยาว ของ Dr. Istvan Balyi ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการกีฬาชาวแคนาดา ที่ถูกตีพิมพ์เป็นเล่มในชื่อ Long-Term Athlete Development และนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วโลกในปี 2005 ระบุว่า "ช่วงอายุ 8-12 ปี คือ "Golden Age" หรือหน้าต่างแห่งการเรียนรู้ทักษะที่สำคัญที่สุด"
นักเตะญี่ปุ่นถูกฝังชิพทักษะพื้นฐานในช่วงนี้อย่างเป็นระบบ แต่สำหรับไทย เรามักละเลยช่วงเวลานี้ และไปเน้นที่ผลแพ้ชนะในรุ่นจูเนียร์ ทำให้เมื่อโตขึ้น นักเตะไทยจึงขาดความเข้าใจในเกมเชิงลึก ซึ่งเป็นสิ่งที่โค้ชระดับโลกไม่สามารถมาสอนใหม่ได้ในตอนอายุ 20 กว่า
หากจะถามว่าทำไมกุนซือญี่ปุ่นถึงปวดขมับ งานวิจัยชิ้นนี้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะมันระบุว่า หน้าต่างแห่งโอกาสของการสร้างนักกีฬาฟุตบอลชั้นเลิศอยู่ที่ช่วง 8-12 ปีเท่านั้น เมื่อโครงสร้างเยาวชนไทยเรายังลุ่มๆ ดอนๆ เราจึงส่งต่อนักเตะที่ "เลยวัยเรียนรู้" ไปให้โค้ชระดับโลกคุม
และผลที่ได้คือ โค้ชต้องลงมาสอนพื้นฐานที่เด็ก 10 ขวบควรทำได้ แทนที่จะเอาเวลาไปสอนเรื่องแท็กติกขั้นสูง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือความล้มเหลวทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เรามองข้ามมาตลอด
ช่วงที่ผ่านมา ผมมองว่าเราแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยน "คนขับ" มานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่นักขับชาวเยอรมัน ชาวบราซิล จนมาถึงซามูไรชาวญี่ปุ่น แต่รถคันเดิมที่เครื่องยนต์หลวม โครงสร้างผุพัง และเติมน้ำมันผิดประเภท ต่อให้เอาแชมป์โลกมาจับพวงมาลัย มันก็ไปได้ไม่ไกลกว่าปากซอยหรอกครับ
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกตั้งคำถามว่า "ทำไมโค้ชถึงไม่เก่งพอ?" แล้วหันมาถามตัวเองด้วยคำถามที่ดังกว่าเดิมว่า ทำไมฟุตบอลไทยถึงไม่เคยสร้างมาตรฐานที่โค้ชระดับโลกเขาทำงานได้จริงๆ เสียที?
ฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มันคือเรื่องของความอดทนในการสร้าง หากเรายังอยากกินอาหารเลิศรส แต่ไม่ยอมพรวนดินปลูกผักเอง ไม่ยอมสร้างครัวที่สะอาด และไม่ยอมรับความจริงว่า สูตรอาหารเดิมๆ มันล้มเหลว
เราก็จะเป็นได้เพียง "ผู้ชม" ที่นั่งทำตาปริบๆ มองเพื่อนบ้านเดินข้ามหัวเราไปสู่ระดับโลก ทิ้งให้เราจมอยู่กับเศษซากแห่งความภูมิใจจอมปลอมในอดีต ที่นับวันจะยิ่งจางหายไป... ตลอดกาล!!
-กอล์ฟ เบนเทเก้-