เสียงคำรามแรกหลังพายุ - เมื่อกิเลนผยองกลับสู่ชัยชนะ

เสียงคำรามแรกหลังพายุ - เมื่อกิเลนผยองกลับสู่ชัยชนะ
บางครั้งฟุตบอลก็เหมือนบททดสอบอันโหดร้ายที่ต้องการพิสูจน์ใจคนมากกว่าพิสูจน์ฝีเท้า และตลอด 9 นัดที่ผ่านมา เมืองทอง ยูไนเต็ด ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร

ช่วงเวลาที่ไม่ชนะใครเลยจนนำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ก้อง เพราะนี่ไม่ใช่ทีมทั่วไป แต่คือกิเลนผยองที่แฟนๆ ต่างคาดหวังให้ยืนอยู่บนยอด ไม่ใช่เผชิญหน้ากับคำถามมากมายว่าพวกเขากำลังเดินไปทางไหนกันแน่

แต่ฟุตบอลก็ซื่อสัตย์เสมอ ต่อให้คุณล้มมานานแค่ไหน หากคุณยังสู้ มันก็จะให้รางวัลตอบแทนเช่นกัน

ชัยชนะ 2-0 เหนือ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ สิงห์ เชียงราย สเตเดี้ยม จึงไม่ใช่แค่ 3 คะแนน ธรรมดา แต่มันคือแรงสะเทือนที่ปลุกให้ทีมตื่นจากภวังค์อันยาวนาน เหมือนถูกกระชากกลับมาให้ลืมตาเห็นความจริงอีกครั้ง

เมื่อมองให้ลึกลงไป แม้จะไม่ชนะติดต่อกันนานถึง 9 นัด แต่รูปเกมของ เมืองทอง ไม่ได้เลวร้ายอย่างตัวเลขที่โชว์อยู่บนตาราง หากวันนี้จะพูดให้สุด ไม่ใช่เรื่องคุณภาพ แต่เป็นเรื่อง 'จังหวะฟุตบอล' ที่ไม่เข้าข้างกันเลยต่างหาก

เกมที่เสมอ นครราชสีมา เอฟซี 1-1 พวกเขาดูดีกว่าเจ้าถิ่นแบบชัดเจน สร้างโอกาสมากกว่าหลายเท่า และควรเก็บสามแต้มกลับบ้านด้วยซ้ำ แต่กลับมาเสียจุดโทษท้ายเกม ซึ่งภายหลังผู้ตัดสิน วีรพล เม่าแพ้ว ถูกสั่งแบน 2 เดือนในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ผิดจริง ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่าโชคชะตาไม่ได้เข้าข้างกิเลนผยองแม้แต่นิดเดียว

แมตช์ถัดมาที่บุกเสมอ ลำพูน วอร์ริเออร์ส 2-2 ก็เป็นอีกตัวอย่างของทีมที่ทำทุกอย่างดีแล้ว แต่เฉียบคมไม่พอในจังหวะสุดท้าย โอกาสทองที่ควรเป็นประตูถูกปล่อยทิ้งจนเหลือเพียงหนึ่งแต้ม 

ขณะที่เกมเจ๊า แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ ธันเดอร์โดม สเตเดี้ยม ก็พูดได้เต็มปากว่าพวกเขาเล่นได้ดีกว่ารองจ่าฝูงแบบไม่หมอบไม่กลัวด้วยซ้ำ ถ้าลูกยิงของ จอห์น พาทริก- สตร้าสส์ ไม่โดน VAR ริบไปแบบถูกถกเถียงไม่จบ เกมนั้นควรเป็นชัยชนะของ เมืองทอง ด้วยซ้ำไป

แม้แต่ความพ่ายแพ้ 4 นัดรวดในช่วงท้ายของซีรี่ส์อับโชค ในแมตช์ที่สกอร์จะดูหนัก โดยเฉพาะการแพ้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 0-5 แต่รูปเกมไม่ได้บอกว่าพวกเขาหมดหนทาง - เปล่าเลย นักเตะกิเลนผยองสู้จนยิบตา ทว่าวามเฉียบขาดที่แตกต่างกัน ทำให้ช่องว่างระหว่างสองทีมดูห่างเกินจริงไปหน่อยเท่านั้น

ทั้งหมดนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เมืองทอง พยายามกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมมาโดยตลอด เพียงแต่จังหวะ, เวลาและโชคชะตา บางทีก็ทำร้ายคุณได้มากกว่าที่ควรจะเป็น

มันจึงไม่แปลกที่เมื่อออกไปเยือน เชียงราย ซึ่งฟอร์มกำลังร้อนแรงที่สุดทีมหนึ่งของลีก ไม่แพ้ใคร 5 นัดติด แถมเพิ่งแบ่งแต้มจาก การท่าเรือ เอฟซี ถึง แพท สเตเดี้ยม 

แทบทุกคนฟันธงตรงกันว่า เมืองทอง 'ไม่น่ารอด' เพราะอดีตแชมป์ ไทยลีก 2019 ผลงานดีในฤดูกาลนี้ เล่นเหมือนทีมที่มีเขี้ยวเล็บเพิ่มขึ้น ยักษ์ใหญ่ทั้งลีกเจอพวกเขาต่างก็ลำบากกันถ้วนหน้า

ขนาด บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ยังต้องปราชัยให้พวกเขา ขณะที่ บุรีรัมย์ เองก็เหนื่อยหนักกว่าจะเอาชนะ เชียงราย ได้สำเร็จ

แต่ฟุตบอลก็มีเสน่ห์ตรงที่มันคาดเดาไม่ได้เสมอ และเกมนี้คือบทพิสูจน์ที่งดงามของความจริงนั้น

แท็กติกที่ เมืองทอง งัดมาใช้สู้กับ เชียงราย สะท้อนให้เห็นการเตรียมทีมอย่างละเอียด - ความเยือกเย็นและการเล่นแบบไม่หลงไปตามเกมของคู่แข่ง กิเลนผยองเลือกที่จะไม่เดินเกมบ้าบิ่น แต่วิธีเอาหนามบ่งหนาม ต่อกรกับความรัดกุมของเจ้าถิ่นด้วยความอดทนและเฉียบคม 

ผลลัพธ์คือความเหนือชั้นทั้งเกมรับและเกมรุก - หากคมกว่านี้ในบางจังหวะ สกอร์อาจจะไหลไปไกลกว่า 2-0 เสียด้วยซ้ำ

ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้ฝ่ายบริหารที่ตัดสินใจดึง อเดบาโย กบาเดโบ เข้ามาช่วย อุทัย บุญเหมาะ 

หลายๆ คนอาจบอกว่าเทรเนอร์ชาวไนจีเรีย หมดยุคไปแล้ว แต่ฟุตบอลไม่เคยตัดสินใครด้วยอายุ แท็กติกของเขาปรากฏชัดในเกมแรกที่ลงมาช่วยงานและมันได้ผลทันทีแบบไม่ต้องรอพิสูจน์นาน

แม้จะยังเร็วไปที่จะประกาศว่า เมืองทอง กลับมาแล้วเต็มตัว แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า 3 คะแนนที่จังหวัดเชียงราย คือจุดเริ่มต้นของการยืนขึ้นอีกครั้ง หลังจากถูกเหยียบซ้ำมาเกือบสองเดือน

นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความเจ็บปวด แต่คือจุดเริ่มต้นของความหวัง

ฤดูกาลยังอีกยาวไกลและถ้าทีมนี้รักษาใจแบบนี้ไว้ได้ ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรื่องราวในท้ายซีซั่นจะสวยงามแค่ไหน

เพราะนี่คือฟุตบอลและนี่คือ เมืองทอง ยูไนเต็ด สโมสรที่เป็นมากกว่าทีมฟุตบอล

เสียงคำรามแรกหลังพายุ - เมื่อกิเลนผยองกลับสู่ชัยชนะ



ที่มาของภาพ : -
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport