นาทีนี้สถานการณ์ของ พลังกาญจน์ เอฟซี กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรบนลีกสูงสุด ความปราชัยล่าสุดจากการบุกไปพ่าย อุทัยธานี เอฟซี 1-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การเสียแต้มธรรมดา แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงเข้มไปยังถิ่นตะวันตก
เพราะตอนนี้ทัพ "ม้าเหล็ก" ลงสมรภูมิไปแล้ว 22 นัด แต่กลับมีคะแนนแน่นิ่งอยู่ที่ 16 แต้มเท่านั้น จากการแพ้รวด 2 นัดติด และไม่ชนะใครใน 5 เกมหลังสุด!
เมื่อกวาดสายตาไปมองตารางคะแนน หัวใจแฟนบอลพลังกาญจน์ เอฟซี คงเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะพวกเขายังคงจมอยู่ในโซนอันตราย ตามหลังพื้นที่ปลอดภัยอย่าง ลำพูน วอริเออร์ อยู่ถึง 4 แต้ม
มิหนำซ้ำสถานการณ์ยังเสียเปรียบอย่างหนัก เมื่อ ลำพูน วอริเออร์ ยังมีเกมในมือมากกว่าหนึ่งนัด นี่คือโจทย์ที่ยากระดับห้าดาว และเป็นบททดสอบจิตใจของนักเตะทุกคนว่า จะ "สู้จนขาดใจ" หรือจะ "ยอมจำนนต่อโชคชะตา"
หากมองในมุมกลับ ท่ามกลางความมืดมิดยังมีแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ พลังกาญจน์ เอฟซี กำลังจะได้รับ "สิทธิพิเศษ" ที่แลกมาด้วยความยากลำบากในช่วงต้นฤดูกาล
ในช่วงเลกแรกพวกเขาต้องระเหเร่ร่อนเป็น "จอมพเนจร" ยอมออกไปเยือนแทบจะทุกนัด เพื่อหลีกทางให้สนามเหย้าปรับปรุงโฉมใหม่ และรองรับฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ซึ่งนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้สภาพร่างกาย และขวัญกำลังใจนักเตะถูกกัดกร่อนจากการเดินทาง
แต่ทว่า... ในช่วงโค้งสุดท้าย 8 นัดตัดสินชะตานี้เองที่ "สวรรค์" จะส่งคืนความได้เปรียบมาให้ เมื่อทัพ "ม้าเหล็ก" จะได้ลงเล่นในถิ่น "กลีบบัว" ถึง 6 นัด จากทั้งหมด 8 นัดที่เหลือ และมีเกมเยือนเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น
นี่คือโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนเสียงเชียร์จากแฟนบอลชาวกาญจนบุรีให้กลายเป็นมนต์ขลัง เพื่อสะกดผู้มาเยือนทุกทีมให้อยู่หมัด ซึ่งการจะอยู่รอดบนลีกสูงสุด พลังกาญจน์ต้องผ่านด่านอรหันต์เหล่านี้ไปให้ได้?
เริ่มต้นความระทึกขวัญใน นัดที่ 23 วันที่ 1 มีนาคม พลังกาญจน์จะเปิดบ้านต้อนรับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยว นี่คือเกมที่ห้ามพลาดแม้แต่แต้มเดียว
ต่อด้วย นัดที่ 24 วันที่ 7 มีนาคม ต้องยกทัพออกไปเยือน อยุธยา ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมเยือนที่ใกล้ที่สุดและต้องพยายามเก็บแต้มกลับบ้านให้ได้ ก่อนจะกลับมาเฝ้ารังใน นัดที่ 25 วันที่ 15 มีนาคม พบกับ สุโขทัย เอฟซี คู่แข่งในโซนใกล้เคียงกันที่ประมาทไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
จากนั้นเข้าสู่ช่วงที่ความกดดันพุ่งสูงที่สุด ในนัดที่ 26 วันที่ 21 มีนาคม พวกเขาต้องออกไปเยือน ระยอง เอฟซี และเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน พลังกาญจน์จะต้องเปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นสมรภูมิเลือด เมื่อต้องรับมือบรรดายักษ์ใหญ่ไล่ตั้งแต่ นัดที่ 27 วันที่ 4 เมษายน พบ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และนัดที่ 28 วันที่ 26 เมษายน พบแชมป์เก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
สองนัดสุดท้ายคือบทสรุป นัดที่ 29 วันที่ 2 พฤษภาคม เปิดบ้านพบ ชลบุรี เอฟซี และปิดท้ายฤดูกาลนัดที่ 30 วันที่ 10 พฤษภาคม พบกับ ราชบุรี เอฟซี ทีมเพื่อนบ้านในดาร์บี้แมตช์ภาคตะวันตกที่น่าจะใส่กันยับจนหยดสุดท้าย
ท่ามกลางคลื่นลมที่รุนแรง สายตาของแฟนบอลทุกคู่จับจ้องไปที่ชายที่ชื่อ "โค้ชเอ็กซ์" วสพล แก้วผลึก กุนซือดีกรี AFC Pro Licence ผู้เข้ามารับเผือกร้อนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา
นี่คือก้าวสำคัญที่สุดในอาชีพโค้ชของเขา เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ต้องเป็น "เงา" ของใคร แต่เป็น "หัวเรือใหญ่" ที่ต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การวางแท็กติก การบริหารจัดการลูกทีม ไปจนถึงการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีบนขอบสนาม
กึ๋นของ "โค้ชเอ็กซ์" จะถูกนำมาใช้อย่างเต็มพิกัด เพื่อสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นในดินแดนตะวันตก เหมือนอย่างที่ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ประธานสโมสรจอมทุ่มเท เคยฝากประโยคกินใจเอาไว้ว่า "รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอร้อง"
ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความรักและความทุ่มเทที่มีต่อทีม แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามันอันตราย และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เพื่อความสุขของชาวกาญจนบุรีแล้ว สโมสรแห่งนี้จะไม่มีวันยอมแพ้
สุดท้ายนี้ แม้ตัวเลขคะแนนจะดูน่ากลัว และอันดับตารางจะดูไม่เป็นใจ แต่ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เสียงนกหวีดหมดเวลายังไม่ดังขึ้นในนัดที่ 30 พลังกาญจน์ เอฟซี ยังคงมีสิทธิ์ฝันและมีสิทธิ์สู้
แฟนบอล "ม้าเหล็ก" ทั่วประเทศละครับ พวกคุณพร้อมหรือยังที่จะเป็นผู้เล่นคนที่ 12 เพื่อช่วยผลักดันให้ทีมรักรอดพ้นจากการตกชั้นครั้งนี้?
-กอล์ฟ เบนเทเก้-