สถานการณ์ของ เมืองทอง ยูไนเต็ด ในเวลานี้เปรียบเสมือนท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงทองส่องลงมาท่ามกลางมรสุม หลังจากที่แฟนบอลเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความหวังที่หวนกลับมาสู่ ธันเดอร์โดม สเตเดียม อีกครั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการคัมแบ็กของดาวยิงผู้เปรียบเสมือนหัวใจในเกมรุกอย่าง วิลเลี่ยน พ็อพพ์ ที่เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการจุดประกายไฟแห่งการต่อสู้บนลีกสูงสุด แม้ว่าในเกมนัดล่าสุดจะยังไม่สามารถเก็บ 3 แต้มเต็ม โดยทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอกับ ลำพูน วอริเออร์ 1-1 และทางด้านกุนซือใหม่อย่าง มาริโอ อิวานโควิช จะยังคงต้องรอคอยชัยชนะนัดแรกในการคุมทัพลุยศึกไทยลีกต่อไป
แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาแฟนบอลในนัดนี้กลับไม่ใช่ความท้อแท้ ทว่ามันคือรูปแบบการเล่นที่ดูมีชีวิตชีวาและกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ขุนพลกิเลนผยอง" แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการเคลื่อนที่ในสนามที่ลื่นไหลมากขึ้น โดยขาดเพียงความเฉียบคมในจังหวะสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งภาพรวมของเกมที่ยกระดับขึ้นนี้เองที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สาวกกิเลนเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง
จริงอยู่ที่โปรแกรมการแข่งขันใน 5 นัดถัดไปถูกยกให้เป็นช่วงเวลาสุดหิน เพราะต้องเผชิญหน้ากับยอดทีมแถวหน้าของลีก ทั้ง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, การท่าเรือ เอฟซี และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของหัวใจนักสู้ ถ้าเมืองทองสามารถต่อยอดฟอร์มการเล่นจากนัดล่าสุดได้ และรักษาความกระหายในการชัยชนะเหมือนที่แสดงออกมา สถานการณ์ที่หลายคนเคยมองว่าวิกฤตก็อาจจะพลิกผันไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้มากกว่าที่ใครคาดคิด
จากเดิมที่แฟนบอลบางส่วนอาจเคยเริ่มถอดใจกับโอกาสการอยู่รอด แต่ในนาทีนี้ "ศรัทธา" ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยจิตวิญญาณของทีมที่เปลี่ยนไป
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเมืองทอง ยูไนเต็ด จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพฝัน แต่มันคือความเป็นจริงที่กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากฟอร์มการเล่น และพลังขับเคลื่อนของนักเตะอย่าง วิลเลี่ยน พ็อพพ์ ที่พร้อมจะพาสโมสรแห่งนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดและรักษาศักดิ์ศรีของ "อดีตแชมป์ไร้พ่าย" บนเวทีไทยลีกต่อไป