ผลงานตกรอบแบ่งกลุ่มของทีมชาติไทย U17, U20 และ U23 บนเวทีชิงแชมป์เอเชีย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบ การเตรียมทีม และมาตรฐานที่ยังห่างไกลระดับทวีป
ถอดบทเรียนความล้มเหลว : ช้างศึกพลังหนุ่ม กับความจริงอันโหดร้ายบนเวทีเอเชีย
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หากย้อนดูผลงานของ ทีมชาติไทยชุดเยาวชน ในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้าย ทั้ง 3 รุ่นอายุ ได้แก่ U17, U20 และ U23 แฟนบอลไทยคงต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เมื่อทุกชุดต่างตกรอบแบ่งกลุ่มในฐานะ อันดับสุดท้ายของกลุ่ม และไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียว
ภาพความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจดูเหมือนเรื่องบังเอิญในช่วงแรก แต่เมื่อผลลัพธ์ของทั้ง 3 รุ่นอายุให้คำตอบเดียวกัน ความจริงก็ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะทีมใดทีมหนึ่ง หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของฟุตบอลเยาวชนไทยในภาพรวม
แม้แต่ละชุดจะเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน บางรุ่นแบกความคาดหวังสูงจากความสำเร็จในอาเซียน บางรุ่นเลือกใช้ระบบที่หวังเป็นทางลัด ขณะที่บางรุ่นขาดความพร้อมจากการจัดลำดับความสำคัญ แต่ปลายทางกลับจบลงแบบเดียวกันบนเวทีเอเชีย
ทีมชาติไทย U17 : “ฝันให้ไกล แต่ไปไม่ถึง”
จากผลงานอันโดดเด่นในระดับอาเซียนและรอบคัดเลือก ทำให้ ทีมชาติไทย U17 ถูกยกให้เป็นหนึ่งในชุดที่แข็งแกร่งที่สุด และถูกคาดหวังไกลถึงการลุ้นตั๋ว ฟุตบอลโลกเยาวชน แต่เมื่อเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย ความจริงกลับโหดร้าย
แพ้ อุซเบกิสถาน 1-4
แพ้ ซาอุดีอาระเบีย 1-3
แพ้ จีน 0-2
ในเวทีอาเซียน เด็กไทยดูเล่นง่าย เกมอยู่ในมือ มีเวลาเลือกจังหวะ แต่เมื่อก้าวสู่ระดับเอเชีย เกมเร็วขึ้น พื้นที่ถูกบีบแคบลง และความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็ถูกลงโทษทันที
ช่องว่างด้าน พละกำลังและความแข็งแกร่ง ยิ่งเห็นชัดในช่วงท้ายเกม โดยเฉพาะจังหวะปะทะ ลูกกลางอากาศ และลูกตั้งเตะ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะเดียวกัน เมื่อเสียประตูก่อน ความคาดหวังที่แบกไว้ก็เริ่มกดดันจนเกมหลุดจากแผน
ผลงานที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดว่า การพัฒนาเยาวชนไทยยังต้องยกระดับอย่างจริงจัง ทั้งด้านโภชนาการ ความฟิต ความหลากหลายทางแท็กติก และโอกาสในการเผชิญเกมนานาชาติที่เข้มข้นมากขึ้น
ทีมชาติไทย U20 : “บุรีรัมย์ เวย์ ทางลัดที่ไม่ใช่คำตอบ”
ทีมชาติไทย U20 ชุดนี้ ไม่ได้ถูกตั้งความหวังสูงนักตั้งแต่ต้น ทั้งจากสายการแข่งขันที่ต้องเจอทีมแกร่ง และแนวทางการทำทีมภายใต้โมเดลที่หลายคนเรียกว่า “บุรีรัมย์ เวย์” ซึ่งเน้นความต่อเนื่องและการรวมกลุ่มระยะยาว
ผลการแข่งขันในรอบสุดท้ายคือ
แพ้ ญี่ปุ่น 0-3
แพ้ เกาหลีใต้ 1-4
เสมอ ซีเรีย 2-2
หนึ่งคะแนนกับอันดับสุดท้ายของกลุ่ม อาจไม่เกินความคาดหมาย แต่ก็เพียงพอให้ตั้งคำถามว่า แนวทางที่เลือกเดินนั้นตอบโจทย์จริงหรือไม่
แม้การเก็บตัวร่วมกันยาวจะทำให้ทีมมีวินัยและความเข้าใจในระบบ แต่เมื่อเจอทีมระดับญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แผนการเล่นกลับถูกอ่านขาดตั้งแต่ต้นเกม และเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ ไทยแทบไม่มีทางเลือกเชิงแท็กติกให้ปรับมากนัก
ผลงานชุดนี้อาจไม่ใช่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่เป็นบทเรียนสำคัญว่า ความสำเร็จในเอเชียไม่มีทางลัด และทีมชาติจำเป็นต้องเปิดพื้นที่การแข่งขันให้หลากหลายมากกว่านี้
ทีมชาติไทย U23 : “การจัดลำดับความสำคัญที่พาทีมหลงทาง”
ในเชิงศักยภาพ ทีมชาติไทย U23 คือรุ่นที่ควรพร้อมที่สุด แต่ปัญหาใหญ่กลับเริ่มตั้งแต่การเตรียมทีม เมื่อการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียไม่ตรงกับฟีฟ่าเดย์ ทำให้สโมสรไม่ปล่อยนักเตะ
ผลการแข่งขันรอบสุดท้าย
แพ้ ออสเตรเลีย 1-2
เสมอ อิรัก 1-1
เสมอ จีน 0-0
แม้รูปเกมจะสู้ได้และไม่เป็นรอง แต่รายละเอียดเล็ก ๆ กลับไม่เข้าข้าง ทั้งจังหวะเสียสมาธิ และการขาดความเฉียบขาดในการปิดเกม
ปัญหาหลักไม่ใช่ฝีเท้านักเตะ หากเป็นเรื่องของ ความต่อเนื่องและการจัดลำดับความสำคัญ เมื่อทีมไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น การยืนระยะและการแก้เกมระหว่างการแข่งขันจึงเป็นเรื่องยาก
บทสรุปความจริงของฟุตบอลเยาวชนไทย
ความล้มเหลวของ ช้างศึกพลังหนุ่ม ทั้ง 3 รุ่นอายุ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ฟุตบอลเยาวชนไทยกำลังตามหลังมาตรฐานเอเชีย ความสำเร็จในอาเซียนไม่อาจใช้เป็นเครื่องวัดระดับทวีปได้อีกต่อไป
เมื่อพรสวรรค์ยังขาดความเข้มข้น ระบบยังไม่เปิด และการจัดลำดับความสำคัญยังสับสน ผลลัพธ์บนเวทีเอเชียจึงออกมาไม่ต่างจากเดิม วันนี้อาจเจ็บปวด แต่หากทุกฝ่ายกล้ายอมรับความจริง ความพ่ายแพ้นี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง