กลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับวงการฟุตบอลไทย เมื่อ แอนโธนี ฮัดสัน กุนซือทีมชาติไทยชุดใหญ่ เปิดเผยผ่านสตอรีอินสตาแกรมว่า ตัวเขาและครอบครัวกำลังถูกแฟนบอลรายหนึ่งส่งข้อความข่มขู่เอาชีวิต
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การข่มขู่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเฮดโค้ชชาวอังกฤษ แต่ยังลามไปถึงลูกๆ ของเขา รวมถึงการขู่ว่าจะตามไปดักรอถึงโรงแรมที่พัก
ต้นเหตุของเรื่องนี้ถูกเชื่อมโยงกับการประกาศรายชื่อนักเตะ 23 คน ชุดทำศึกคิงส์คัพ ครั้งที่ 52 ที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีแฟนบอลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของฮัดสัน โดยมองว่ายังมีนักเตะที่ทำผลงานได้ดีในไทยลีกหลายคนไม่ได้รับโอกาส โดยเฉพาะกรณีของ เบนจามิน เดวิส
สำหรับผม เรื่องการเลือกนักเตะเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ และเป็นเรื่องปกติของฟุตบอล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของฮัดสันในครั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องของฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว
เราต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดเจน
ฮัดสันในฐานะกุนซือทีมชาติไทย ย่อมต้องถูกวิจารณ์จากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้เล่น การวางแท็กติก หรือผลงานในสนาม เขามีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจเหล่านั้น และแฟนบอลก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่
แต่ในอีกสถานะหนึ่ง เขาก็คือพ่อคนหนึ่งที่มีครอบครัว มีลูก และมีชีวิตส่วนตัวเหมือนคนทั่วไป
ลูกๆ ของเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนักฟุตบอล ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการวางแท็กติก และไม่ได้มีหน้าที่ต้องมารับผลกระทบจากความไม่พอใจของใครทั้งนั้น
การนำครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการข่มขู่เอาชีวิต โดยเฉพาะการขู่ทำร้ายเด็กที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
ผมมองว่าเรื่องนี้สะท้อนปัญหาบางอย่างที่วงการฟุตบอลต้องกลับมาทบทวน นั่นคือการที่แฟนบอลบางคนเริ่มแยกไม่ออกระหว่างการแสดงความรักต่อทีม กับการใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสินทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับทีมที่ตัวเองเชียร์
ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องสูงอยู่แล้ว เราดีใจได้เมื่อทีมชนะ ผิดหวังได้เมื่อทีมแพ้ หรือแม้แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของโค้ชก็เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนมี
แต่ความรักที่มีต่อทีม ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคนอื่น
ยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ หลายคนอาจรู้สึกว่าการใช้บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะทำให้ตัวเองพูดอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกข้อความที่ส่งออกไปย่อมมีผลกระทบต่อคนที่ได้รับ
การวิจารณ์กับการข่มขู่เป็นคนละเรื่องกันอย่างชัดเจน และไม่ควรมีใครนำสองสิ่งนี้มาอ้างปะปนกัน
ที่สำคัญ ฟุตบอลไทยกำลังพยายามเดินหน้าไปสู่การพัฒนาทั้งในระดับทีมชาติและระดับสโมสร เราต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพ ต้องการโค้ชที่มีความสามารถ และต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน
แต่ถ้าวันหนึ่งการเข้ามาทำงานกับทีมชาติไทยต้องแลกกับการถูกคุกคามถึงชีวิตครอบครัว เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลไทยเลย
ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทำงานของฮัดสันก็ตาม เรื่องความปลอดภัยของเขาและครอบครัวต้องมาก่อน
สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งการประสานงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และการสนับสนุนให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้ก่อเหตุหากมีความผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกการตัดสินใจของโค้ช ไม่จำเป็นต้องชอบนักเตะทุกคนที่ถูกเรียกติดทีมชาติ และไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันในทุกเรื่อง
เพราะเสน่ห์ของฟุตบอลคือการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรแตกต่างกันเลย คือการเคารพสิทธิและความปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่น
ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรักเกมเดียวกันได้มาพบกัน ไม่ใช่พื้นที่ที่ใครสักคนใช้ความไม่พอใจเป็นเหตุผลในการข่มขู่ทำร้ายครอบครัวของคนอื่น
วิจารณ์โค้ชได้ ตั้งคำถามได้ ไม่เห็นด้วยได้เต็มที่ แต่ไม่มีใครมีสิทธิ์เอาครอบครัวและชีวิตของคนอื่นมาเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ฟุตบอลอาจเป็นเรื่องของผลแพ้ชนะ แต่ความเป็นคนต้องอยู่เหนือทุกผลการแข่งขันเสมอครับ
#กอล์ฟเบนเทเก้