รู้หรือไม่! บอลคิงส์คัพทัวร์ไทย 6 จังหวัดทั่วทิศ-เหลือภาคเดียวไม่เคยเป็นเจ้าภาพ

รู้หรือไม่! บอลคิงส์คัพทัวร์ไทย 6 จังหวัดทั่วทิศ-เหลือภาคเดียวไม่เคยเป็นเจ้าภาพ
เช็คลิสต์เจ้าภาพฟุตบอลคิงส์คัพ! เหนือ-ใต้-อีสาน-ตะวันตก จัดมาครบ เหลือเพียงภาคตะวันออกที่ยังไม่เคยจารึกเป็นเจ้าภาพ เผยศรีสะเกษพร้อมรบจ่อเสนอตัวรับไม้ต่อปี 2026!!

จากการที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศรับสมัครจังหวัดที่มีความพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 52 ประจำปี 2026 โดยปักหมุดฟาดแข้งในช่วงฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 9-17 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งนอกจากจะเป็นถ้วยใบสำคัญที่สุดของไทยแล้ว ยังเป็นเกมระดับ International “A” Match ที่มีผลต่อการเก็บคะแนน ฟีฟ่า แรงกิง โดยตรงอีกด้วย

แฟนบอลไทยรู้หรือไม่? นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี พ.ศ.2511 จนถึงปัจจุบัน มนต์เสน่ห์ของ "คิงส์ คัพ" ได้กระจายความมันส์สู่ภูมิภาคมาแล้วถึง 10 ครั้ง ใน 6 จังหวัดทั่วไทย ขณะที่กรุงเทพมหานครยังครองสถิติเจ้าภาพสูงสุดถึง 41 ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีสถิติที่น่าสนใจคือ "ภาคตะวันออก" เป็นเพียงภาคเดียวในประเทศไทยที่ยังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์การเป็นเจ้าภาพรายการนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

หากย้อนรอย "เส้นทางถ้วยพระราชทาน" ตามภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ภาคเหนือ : จ.เชียงใหม่ 3 ครั้ง (ปี 2013, ปี 2022, ปี 2023), ภาคอีสาน : จ.นครราชสีมา 2 ครั้ง (ปี 2010, ปี2015), จ.บุรีรัมย์ 1 ครั้ง (ปี 2019) และภาคใต้ : จ.ภูเก็ต 2 ครั้ง (ปี 2005, ปี2009), จ.สงขลา 1 ครั้ง (ปี 2024) และล่าสุดน้องใหม่ภาคตะวันตก : จ.กาญจนบุรี (ปี 2025)

กระแสล่าสุด จ.ศรีสะเกษ กลายเป็นตัวเต็งที่น่าจับตามอง หลังมีรายงานว่าเตรียมเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 52 โดยเล็งใช้ "สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ" (สนามเกาะกลางน้ำ) รังเหย้าของราษีไศล ยูไนเต็ด เป็นสังเวียนแข้ง ซึ่งที่นี่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วในเกมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ วันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ที่ทัพ "ช้างศึก" เอาชนะเติร์กเมนิสถาน 1-0 ท่ามกลางแฟนบอลที่แห่เข้ามาเชียร์กันจนล้นสนาม

สำหรับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังคงยึดแนวทางจัดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติในจังหวัดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จจากการจัดฟุตบอล คิงส์ คัพ ในหลายพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนฟุตบอลทั่วประเทศ และช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นอย่างชัดเจน



ที่มาของภาพ : -
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport