เด็กไทยไม่กระจอก: พรสวรรค์ล้นแก้ว แต่ไร้แก้วที่มั่นคง

เด็กไทยไม่กระจอก: พรสวรรค์ล้นแก้ว แต่ไร้แก้วที่มั่นคง
เรามักได้ยินประโยคปลอบใจปนความภูมิใจเสมอว่า “เด็กไทยถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ในสนามฟุตบอลก็เช่นกันครับ ทักษะการลากเลื้อย ความคล่องตัว และไหวพริบเฉพาะตัวของเด็กไทยนั้น “ของแท้” จนแมวมองต่างชาติยังต้องเหลียวมอง

แต่ทำไมพอขยับจากรุ่นเยาวชนเข้าสู่ระดับอาชีพ กราฟความสำเร็จของเด็กไทยกลับสวนทางกับเด็กญี่ปุ่นที่เคยไล่เลี่ยกัน? 

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ฝีเท้า แต่อยู่ที่ “ระบบ” ที่หล่อหลอมพวกเขามาตั้งแต่ออกตัว

1. โภชนาการสำคัญมากจริงหรือไม่

ความแตกต่างเริ่มตั้งแต่ “มื้อเช้า” ก่อนไปซ้อม ในขณะที่ระบบเยาวชนของญี่ปุ่น มีนักโภชนาการคำนวณสัดส่วนสารอาหารอย่างเคร่งครัด แต่เด็กไทยจำนวนมากยังฝากท้องไว้กับอาหารริมทางที่เน้นรสชาติมากกว่าสารอาหาร

ไม่ใช่แค่เรื่องอิ่มท้อง แต่คือการสร้าง "ต้นทุนร่างกาย" ในระยะยาว ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการรับประทานในเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้น “โกรทฮอร์โมน” อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือในรุ่นอายุเดียวกัน (17 ปี หรือ 19 ปี) นักเตะญี่ปุ่นมักจะมีโครงสร้างร่างกายที่หนาและสมดุลกว่า ในขณะที่เด็กไทยเมื่อปะทะในระดับนานาชาติ มักจะเสียเปรียบเรื่องแรงปะทะและอาการบาดเจ็บสะสม เพราะร่างกายไม่ได้ถูกปูพื้นฐานทางโภชนาการมาเพื่อรองรับแรงกระแทกในระดับอาชีพตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ

2. ระบบฝึก “ปรัชญาเดียว” ทั้งประเทศ

ญี่ปุ่นใช้ระบบ “พีระมิดฟุตบอล” ที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย เด็ก 6 ขวบในญี่ปุ่นไม่ได้ซ้อมเพื่อความสนุกอย่างเดียว แต่ซ้อมภายใต้ปรัชญาเดียวกันทั่วประเทศ ผ่านระบบชมรมโรงเรียนและอะคาเดมีที่เชื่อมต่อกัน

ส่วนเด็กไทยของเรานั้นยังขาดเวทีกลาง เพราะลีกเยาวชนไทยบางรายการมักเป็นทัวร์นาเมนต์สั้นๆ เตะแบบแพ้คัดออกก็มี ซึ่งเน้นผลชนะเฉพาะหน้า

ผมขอยกตัวอย่าง Balyi & Hamilton เจ้าของทฤษฎี Long-Term Athlete Development (LTAD) ที่ยืนยันว่า นักกีฬาที่ถูกบังคับให้เน้นผลการแข่งขันเร็วเกินไปก่อนอายุ 15 ปี มักจะเกิดอาการภาวะหมดไฟ หรือหยุดพัฒนาการทางเทคนิค ต่างจากระบบญี่ปุ่นที่เน้นการเรียนรู้ในช่วงแรก

3. "วินัย" ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือระบบ

เราชอบบอกว่าเด็กไทย "ไม่มีวินัย" แต่จริง ๆ แล้ววินัยคือผลผลิตของระบบนิเวศ ในญี่ปุ่น ฟุตบอลถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยธรรมและการทำงานร่วมกันในโรงเรียน

ความสำเร็จของญี่ปุ่นไม่ได้มาจากพรสวรรค์ส่วนบุคคล แต่มาจากความร่วมมือระหว่างชมรมและโรงเรียน ที่ทำให้เด็กมีชั่วโมงฝึกซ้อมที่มีคุณภาพเฉลี่ย 10,000 ชั่วโมงก่อนอายุ 18 ปี ขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่เริ่มซ้อมจริงจังช้ากว่าและขาดความต่อเนื่อง

4. โอกาสที่ต้องซื้อด้วย "เงิน?"

ในญี่ปุ่นเด็กเก่งจากชนบทมีโอกาสถูกดึงเข้าสู่ระบบลีกผ่านการคัดตัวที่เป็นธรรม แต่ในไทยที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คำว่าทุนนิยมฟุตบอลมักเกิดขึ้นเสมอ การเข้าอะคาเดมีดีๆ มีค่าใช้จ่ายสูง หรือระบบเอเจนต์ที่บางครั้งฝีเท้าดี แต่ไม่มี “คอนเนกชัน” ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

และใช่ครับ ทางตันหลังเรียนจบ ม.6 เด็กไทยจำนวนมากต้องเลือกระหว่าง “เรียนต่อ” หรือ “เตะบอล” เพราะระบบการศึกษาไทยไม่เอื้อให้ควบคู่กันไปได้เหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่น

5. เราไม่ได้แพ้ที่ DNA แต่แพ้ “พิมพ์เขียว"

หากเปรียบนักเตะเป็น “เมล็ดพันธุ์” เด็กไทยคือเมล็ดพันธุ์เกรด A ที่มีศักยภาพจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ แต่เรากลับนำเมล็ดพันธุ์นั้นไปปลูกในดินที่ขาดสารอาหาร รดน้ำบ้างไม่รดบ้าง และไม่มีรั้วกั้นแมลง

ในขณะที่ญี่ปุ่นอาจเริ่มจากเมล็ดพันธุ์เกรดเดียวกับเรา แต่เขาเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย และมีโรงเรือนที่ได้มาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“เด็กไทยไม่ได้กระจอก แต่ระบบจัดการของเราต่างหากที่ยังล้าหลัง!!”

สุดท้ายแล้ว... ผมคิดว่าเบื้องหลังน้ำตาของเด็กชายไทยที่พ่ายแพ้ในสนามระดับเอเชีย อาจไม่ใช่เพราะเขาฝึกซ้อมไม่หนักพอ หรือหัวใจไม่แกร่งพอ แต่มันคือแววตาของเด็กที่มี ”พรสวรรค์ล้นแก้ว“ แต่ไม่มี “แก้วที่มั่นคง” พอจะรองรับน้ำใจและหยาดเหงื่อของพวกเขาได้

เราไม่อยากให้ประโยคที่ว่า “เด็กไทยถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก” เป็นเพียงคำปลอบใจที่ใช้ปลอบประโลมความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อยากให้มันเป็น “คำยืนยัน” จากระบบที่แข็งแกร่งพอจะส่งพวกเขาไปให้ถึงดวงดาวจริงๆ

เพราะในสนามฟุตบอล พรสวรรค์อาจทำให้เขาได้เริ่มต้น แต่ระบบและโอกาสต่างหากครับ ที่จะพาเขาเดินไปจนสุดทาง

ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรครับ? คุณว่าอะไรคือตัวฉุดรั้งที่ใหญ่ที่สุดของเด็กไทย?

-กอล์ฟ เบนเทเก้-



ที่มาของภาพ : -
BY : Quarterback
"กอล์ฟ เบนเทเก้" ปิยะพงษ์ โพธินาค
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport