เปิดปมคลั่ง! เจาะด้านมืดแฟนบอลอินโดนีเซีย: ดุเดือดเกินเกม หรือแค่แพสชั่นล้น?

เปิดปมคลั่ง! เจาะด้านมืดแฟนบอลอินโดนีเซีย: ดุเดือดเกินเกม หรือแค่แพสชั่นล้น?
คำว่า "นรกทีมเยือน" มักถูกใช้เปรียบเทียบถึงบรรยากาศที่กดดันและเสียงเชียร์ที่ถาโถม แต่สำหรับ ราชบุรี เอฟซี ในค่ำคืนที่สนามเกโรล่า บันดุง สเตเดียม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 คำนี้กลับกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้และน่าสะพรึงกลัว

แม้ทัพ "ราชันมังกร" จะฉลองความสำเร็จด้วยการตีตั๋วผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึก ACL 2 ได้สำเร็จ แต่พวกเขากลับต้องแลกมาด้วยการถูก "จองจำ" อยู่ในห้องแต่งตัวหลายชั่วโมง ท่ามกลางเสียงตะโกนและคำด่าของแฟนบอลเจ้าถิ่นที่บุกลงมาในสนามอย่างบ้าคลั่ง

ทำไมฟุตบอลในดินแดนหมื่นเกาะถึงเต็มไปด้วย "ความรุนแรง" ที่มักล้ำเส้นความปลอดภัยอยู่เสมอ? ติดตามความจริงที่น่าสลดที่เขาว่ากันว่า ถ้าคุณแพ้คุณจะแค่เสียใจ แต่ถ้าคุณชนะคุณอาจออกจากสนามด้วยความยากลำบาก

จากความรักกลายเป็น "ความบ้าคลั่ง"

เหตุการณ์ที่ บันดุง เมื่อคืนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบพฤติกรรมที่หยั่งรากลึก ตามรายงานระบุว่าสโมสร เปอร์ซิบ บันดุง ต้องแบกรับภาระค่าปรับสะสมจากความวุ่นวายของแฟนบอลเกือบ 1 พันล้านรูเปียห์ในฤดูกาล 2024/2025 เพียงปีเดียว ตั้งแต่การจุดพลุไฟ การปาของ ไปจนถึงการบุกลงสนาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบทลงโทษค่าปรับอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ในสายตาของนักวิชาการ ความคลั่งไคล้ฟุตบอลในอินโดนีเซีย หล่อหลอมด้วยวัฒนธรรม "Hyper-masculinity" หรือความเป็นชายที่เน้นย้ำเรื่องพละกำลังและการใช้ความรุนแรง การเป็นสมาชิกกลุ่มแฟนบอลที่ได้รับความเคารพ มักมาพร้อมกับการแสดงออกที่ดุดันและการปกป้องศักดิ์ศรีของทีมรักแบบถวายหัว ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่เหตุการณ์เศร้าสลด

บาดแผลที่ไม่มีวันสมาน

หากเรามองย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ฟุตบอลอินโดนีเซีย นั้นถูกเขียนด้วยเลือด

ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลไปแล้วระหว่าง 70 ถึง 78 ราย โดยโศกนาฏกรรมที่เขย่าขวัญคนทั้งโลกที่สุดคือเหตุการณ์ที่ "สนามคานจูรูฮัน" ในปี 2022 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 125 ราย จากการเบียดเสียดและขาดอากาศหายใจหลังตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

ความน่ากลัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ใน 90 นาทีบนอัฒจันทร์เท่านั้น แต่มันยังลุกลามออกมานอกสนามในรูปแบบที่เรียกว่า "Sweeping" คือ การดักตรวจรถเพื่อหาแฟนบอลฝั่งตรงข้ามมาทำร้ายร่างกาย

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวงจรความแค้นที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น โดยที่ระบบการบริหารจัดการของสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย (PSSI) และโครงสร้างพื้นฐานของสนามยังคงตามหลังความรุนแรงเหล่านี้อยู่หลายก้าว

พัดลมที่พยุงทีม ... และพัดให้ไฟไหม้บ้าน

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ ฟุตบอลอินโดนีเซีย คือ แฟนบอลเปรียบเสมือน "ดาบสองคม"

ในด้านหนึ่ง พวกเขาคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสโมสรหาเงิน จัดการเรื่องตั๋ว และดูแลความปลอดภัยกันเองในพื้นที่ที่ภาครัฐเข้าไม่ถึง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดจนเกินไปและการที่แฟนบอลเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ กลับทำให้สโมสรไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่เกินขอบเขตได้

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การสั่งแบนสนามหรือปรับเงินเป็นรายนัด แต่เป็นการตั้งคำถามถึงการปฏิรูปโครงสร้างฟุตบอลทั้งระบบ ตั้งแต่การควบคุมความจุสนามที่ไม่ให้เกินความจุ ไปจนถึงการเปลี่ยนทัศนคติของแฟนบอลจากการมองทีมรักเป็น "ลัทธิ" ให้กลายเป็น "กีฬา"

ตราบใดที่ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของ "ความเป็นตาย" มากกว่า "เกมกีฬา" เราจะยังสามารถเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามบันดุง ว่าเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลได้จริงหรือ? หรือมันถึงเวลาแล้วที่มาตรฐานความปลอดภัยต้องสำคัญกว่าอารมณ์ร่วมของแฟนบอล?

อ้างอิงจาก : 



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport