เสียงเชียร์ที่สนาม สต๊าด เวโลโดรม เงียบลงเพราะระบบกล่องสี่เหลี่ยมของ อาร์เน่อ และท้ายสุด สกอร์จบลงแบบขาดลอยในแบบที่ ลิเวอร์พูล สามารถคุมเกมเอาไว้ได้ทั้งหมด
3-0 เป็นการบอกว่า ลิเวอร์พูล ยังคงมีมาตรฐาน และ อาร์เน่อ ยังมีกึ๋นในการวางแทคติค
ต่อให้ มาร์กเซย มีโอกาสยิงมากกว่า 15 ต่อ 11 ครั้ง แต่ฟุตบอล ไม่ได้ตัดสินกันที่ใครสร้างโอกาสมากกว่ากัน เพราะมันตัดสินกันที่คุณภาพการทำประตู
ค่า xG บอกชัดเจน ลิเวอร์พูล มี 1.49 มาร์กเซย แค่ 0.88
นี่คือภาพของทีมที่สร้างโอกาสคมกว่า เลือกจังหวะยิงได้เปรียบกว่า และปล่อยให้คู่แข่งยิงแบบเราไม่เจ็บตัว
อาร์เน่อ ถึงกับพูดหลังเกมว่า ถ้าจังหวะโต้กลับทำได้เนียนกว่านี้ สกอร์อาจไหลไปมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเกมนี้ไม่ใช่เรื่องจำนวนการทำประตู แต่คือแผนที่ถูกวางไว้เพื่อทำลายระบบของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้
4-2-2-2 แบบ Box Midfield กองกลาง 4 คนยืนเป็นสี่เหลี่ยม เหมือนวางกล่องไว้กลางสนาม
และต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ทีมของ เด แซร์บี้ ชอบเล่นแทงทะลุกลาง ชอบทำให้คู่แข่งหลุดทรงด้วยการจ่ายบอลทะลุไลน์
แต่เมื่อกลางสนามถูกอุดด้วยกล่องสี่เหลี่ยม การจ่ายทะลุของ มาร์กเซย กลายเป็นบอลที่ต้องฝืน ฝืนแล้วก็เสีย เสียแล้วก็โดนสวน
นี่คือแท็กติกที่วางไว้ตรงจุด (Spot on) แม่นยำจนเหมือน อาร์เน่อ อ่านโจทย์มาล่วงหน้า
ทำไม 4-2-2-2 ถึงต่างจาก 4-3-3 แบบเดิม ?
มันต่างตรงแนวคิด ลิเวอร์พูล ยุคก่อน (ช่วงพีคยุค เจอร์เก้น คล็อปป์) มีทางลัดสำคัญคือความเร็ว บอลยาววางทีเดียว มี ซาดิโอ มาเน่-โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วิ่งฉีก และเรื่องจบใน 3 วินาที
แต่ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ไม่ได้เร็วแบบนั้น ซาลาห์ ยังเก่ง แต่สปีดไม่ได้เร็วเหมือนเดิม และทีมก็ไม่ได้มีปีกธรรมชาติที่ไว้ใจได้ทุก ๆ เกม
อาร์เน่อ จึงเปลี่ยนจากทางลัดเป็นโครงสร้าง ผู้เล่นยืนใกล้กัน ต่อบอลสั้น หนีเพรส ทำชิ่งเป็นสามเหลี่ยม กุมพื้นที่กลางสนามให้แน่น แล้วใช้ฟูลแบ็กแทนปีก
มันคือการเปลี่ยนโหมดจากทีมที่หวังความสามารถเฉพาะตัวมาเป็นทีมที่พึ่งระบบ
ไรอัน กราเฟนแบร์ก คือใบเบิกทางให้ เจเรมี่ ฟริมปง บุกแบบไม่ต้องพะวงหลัง
คือถ้าคุณจะดัน ฟริมปง สูงเหมือนปีก คุณต้องมีใครสักคนคอยเก็บหลังบ้าน
อาร์เน่อ แก้ปัญหานี้ด้วยความเรียบง่าย ให้ กราเฟนแบร์ก ถอยลงไปซ้อนตำแหน่งแบ็กขวา เวลาที่ ฟริมปง เติมเกมขึ้นสูง
พูดง่าย ๆ คือ ฟริมปง เป็นแบ็กเสมือนปีเพื่อให้บุกเต็มสปีด แล้วมี กราเฟนแบร์ก เป็นคนปิดช่อง
กล่องสี่เหลี่ยมตรงแดนกลางช่วยลดระยะเพรสทำให้ทีมแย่งบอลคืนได้เร็ว คู่แข่งไม่มีเวลาสวนกลับเข้าใส่พื้นที่ว่าง
นี่คือเหตุผลที่การดัน ฟริมปง ไม่ทำให้ทีมเกมรับพัง เพราะ อาร์เน่อ ไม่ได้ขอให้ ฟริมปง เป็นฮีโร่คนเดียว เขาสร้างระบบรองรับและมันออกดอกเป็นประตูที่สอง จากจังหวะริมเส้นคุณภาพของ ฟริมปง ก่อนบอลจะกลายเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของเจ้าถิ่น
...
โจ โกเมซ ลงแทน โกนาเต้ แล้วเล่นเหมือนคนที่ล็อกโหมดไว้แล้วว่าวันนี้จะไม่เปิดช่องให้ใคร
จ่ายบอลแม่น 100%
ไม่โดนเลี้ยงผ่าน
อ่านเกมและคุมจังหวะตัวต่อตัวได้ดี
ในเกมที่คู่แข่งพยายามเร่งอารมณ์ โกเมซ กลับเล่นเหมือนคนที่คุมอุณหภูมิสนามไว้เอง นี่คือฟอร์มที่ทำให้คุณนึกถึงคำว่ามาตรฐานยุโรป
มิลอส เคอร์เคซ ปิด เมสัน กรีนวู้ด
โคดี้ กัคโป คืนความมั่นใจ
ซาลาห์ กลับมา(แต่ยังฝืด)
ฝั่งซ้าย เคอร์เคซ ทำสิ่งที่ฟูลแบ็กที่ดีต้องทำในเกมเยือนยุโรปคือล็อกตัวอันตรายของเขาให้ได้
กรีนวู้ด ถูกบังคับให้เล่นยาก ถ้าจะทำอะไรได้ต้องฝืนตัดเข้าใน เพราะด้านนอก…แทบไม่มีทางผ่าน
ส่วน กัคโป ประตูที่เขายิงปิดกล่อง มันสำคัญในเชิงจิตวิทยา เพราะ กัคโป อยู่ในโหมดต้องการความมั่นใจมากกว่าสิ่งอื่นใด
และการใช้ระบบแคบแบบนี้ ทำให้ กัคโป ได้เล่นในพื้นที่กลางมากขึ้น ไม่ต้องถูกบังคับให้ดวลริมเส้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นจุดที่เขาฝืดในช่วงฟอร์มตก
ซาลาห์ กลับมาสตาร์ตหลัง AFCON ช่วยสยบข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่า เขายังไม่เข้าจังหวะ หลายจังหวะฝืด ลังเล และพลาดโอกาสทองช่วงท้าย
อย่างไรก็ตาม อาร์เน่อ ให้มุมที่น่าสนใจ เขาชมความเป็นมืออาชีพที่กลับมาฟิตพอเล่นเต็ม 90 นาที และบอกว่าโดยปกติจังหวะนั้นคือประตูของ ซาลาห์ อยู่แล้ว
หรือพูดอีกแบบคือ ถ้า ซาลาห์ เข้าฟอร์มเมื่อไหร่ ระบบนี้จะมีเพชฌฆาตที่คมขึ้นอีกขั้น
...
ประตูแรกคือกุญแจของเกม และเป็นกุญแจที่ทำให้คุณเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ของฟุตบอลระดับสูง
มาร์กเซย ตั้งกำแพงโดยไม่วางคนนอนขวางด้านหลัง โดมินิค โซโบซไล เห็น แล้วเลือกยิงต่ำลอดกำแพงที่กระโดดขึ้นพร้อมกัน
มันไม่ใช่การยิงเบาแบบขอให้เข้า แต่มันคือการอ่านเกมแบบคนซ้อมมา
ยิ่งดูปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ยิ่งเหมือนว่านี่คือการซ้อมกันมา
ฟรีคิกลูกนี้ทำให้เกมเปลี่ยนทำให้กองเชียร์ มาร์กเซย เงียบ และทำให้เจ้าถิ่นต้องออกจากแผนที่ถนัด
ชัยชนะ 3-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล มี 15 คะแนน ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ของตารางลีกเฟส
เกมสุดท้ายกับ คาราบัค ที่ แอนฟิลด์ ถ้าชนะก็การันตีท็อป 8
ถ้าเสมอยังมีโอกาส แต่ต้องลุ้นผลทีมอื่น เพราะมีหลายทีมแต้มไล่กันติด
อาร์เน่อ พูดประโยคหนึ่งหลังเกมที่โคตรสำคัญต่อภาพรวมฤดูกาลนี้
เขาบอกว่า เกมกับเบิร์นลีย์ คุณอาจไม่ต้องประชุมทีมเพื่อหารือเรื่องการพาบอลออกจากแดนหลัง เพราะคุณครองบอลอยู่หน้าเขตโทษเขาตลอด แต่เกมยุโรปแบบนี้วินัยแท็กติกและแผนสำคัญกว่ามาก
นั่นคือการยอมรับตรง ๆ ว่า ฟุตบอลแต่ละแบบต้องใช้เครื่องมือคนละชุด
และคืนนี้ อาร์เน่อ ก็หยิบเครื่องมือถูกชิ้น
...
ช่วงที่ชื่อของ อาร์เน่อ ถูกวิจารณ์หนัก มีคำพูดประมาณว่า เขาไม่มีแผน เขาไม่มีทางออก เขาแค่ประคองทีมไปวัน ๆ
เกมนี้คือการตอบกลับแบบไม่ต้องเถียง เพราะการไปเยือน มาร์กเซย ในสนามที่เสียงดังเหมือนพายุ แล้วคุมเกมจนเจ้าบ้านเล่นไม่ออก มันไม่ใช่เรื่องฟลุค
มันคือการชนะด้วยโครงสร้าง ชนะด้วยความแม่นยำ และชนะด้วยความกล้าที่จะเปลี่ยนระบบให้เข้ากับนักเตะที่มีอยู่จริง
ลิเวอร์พูล ของ อาร์เน่อ ได้ความเชื่อกลับมาบางส่วน ทั้งต่อทีมและต่อเฮดโค้ชที่กำลังถูกจับตา
และถ้ากล่องสี่เหลี่ยมนี้ถูกใช้ต่อเนื่อง ลิเวอร์พูล อาจค้นพบสิ่งที่สำคัญที่สุดของฟุตบอลถ้วยยุโรปอีกครั้ง
สุดท้ายแล้ว แผน 4-2-2-2 หรือ Box Midfield ไม่ได้เป็นแค่สูตรลับสำหรับคืนยุโรป หรือเอาไว้สู้กับทีมที่เพรสจัดอย่าง มาร์กเซย เท่านั้น แต่กำลังเป็น คำตอบเชิงโครงสร้าง สำหรับปัญหาที่ ลิเวอร์พูล เผชิญใน พรีเมียร์ลีก ด้วย โดยเฉพาะเวลาต้องเจอกับทีมที่ตั้งรับลึก อุดเป็นชั้น และรอให้คุณหัวเสีย
ระบบนี้พึ่งความหนาแน่นของตำแหน่ง การยืนใกล้กัน การต่อบอลสั้นเร็ว และการขยับแบบสามเหลี่ยม ซึ่งเหมาะกับทรัพยากรนักเตะชุดปัจจุบันมากกว่า
ฟูลแบ็กอย่าง เคอร์เคซ และ ฟริมปง กลายเป็นตัวสร้างความกว้างแทนปีก เปิดพื้นที่ตรงกลางให้ตัวรุกที่ฟอร์มยังไม่สุดอย่าง กัคโป หรือ ซาลาห์ ได้เล่นในโซนที่อันตรายกว่า โดยไม่ต้องฝืนดวลริมเส้นทุกจังหวะ
หาก อาร์เน่อ กล้าต่อยอดแนวคิดนี้ต่อไปในลีก เกมที่เคยอึดอัดอย่างการเจอทีมอุด อาจไม่ต้องจบลงด้วยคำว่ายิงเยอะแต่ไม่ชนะอีกต่อไป
เพราะนี่ไม่ใช่แผนที่สวยงามอย่างเดียว แต่มันคือแผนที่ออกแบบมาให้เข้ากับความจริงของทีม
และบางที กุญแจของการเปลี่ยนกระบวนการให้กลายเป็นผลลัพธ์ใน พรีเมียร์ลีก อาจไม่ได้อยู่ที่การซื้อใครเพิ่ม แต่อยู่ที่การกล้าเชื่อในโครงสร้างนี้ให้มากพอ
HOSSALONSO