แมนยูพลิกสถานการณ์จากตามหลังโรม่า 0-2 กลับมาคว้าชัยสุดเหลือเชื่อ จุดประกายความทรงจำ 5 เกมคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนส์ ลีก
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สร้างค่ำคืนแห่งความทรงจำ หลังพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลัง โรม่า 0-2 กลับมาเอาชนะได้อย่างสุดดราม่าในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมช่วยให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค ได้หายใจโล่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันเกี่ยวกับอนาคตในตำแหน่งกุนซือ
สถานการณ์ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดูเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ เมื่อเจ้าถิ่นเสียสองประตูภายในเวลาเพียง 17 นาที ให้กับทีมเยือนจากอิตาลีที่ยังไม่แพ้ใครในศึกกัลโช่ เซเรีย อา 10 นัดแรกของฤดูกาล
ก่อนหน้านี้ผลงานไม่ชนะใคร 9 นัดติดต่อกัน ทำให้เก้าอี้ของคาร์ริคเริ่มสั่นคลอน และการออกสตาร์ตอย่างย่ำแย่ในเกมนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปีศาจแดงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและคุณภาพในครึ่งหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปตลอดฤดูกาลที่เต็มไปด้วยปัญหา หลังจากก่อนหน้านี้พวกเขาคว้าชัยได้เพียง 2 นัดในทุกรายการ
บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมเป็นคนจุดประกายการคัมแบ็กด้วยการยิงจุดโทษ ก่อนที่ มาเตอุส คุนญ่า จะซัดสองประตูภายในเวลาเพียง 3 นาที พลิกสถานการณ์ให้เจ้าถิ่นกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ค่ำคืนที่เกือบกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำอันเลวร้าย กลับกลายเป็นเกมที่แฟนบอลในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะจดจำไปอีกนาน ขณะที่คาร์ริคได้รับโอกาสหายใจหายคอ หลังพาทีมคว้าชัยในเกมที่แทบไม่มีใครคาดคิด
อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ด ไม่ใช่ทีมแรกที่พลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้มาเป็นชัยชนะบนเวทียุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนี่คือ 5 เกมคัมแบ็กระดับตำนานในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ ลีก
1. อาแจ็กซ์ 2-3 สเปอร์ส
รอบรองชนะเลิศ นัดสอง | 8 พฤษภาคม 2019 | สเปอร์สเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน (สกอร์รวม 3-3)
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ บุกเยือนอาแจ็กซ์ในเกมรอบรองชนะเลิศ นัดสอง โดยเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 จากเกมแรก และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อ มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ กับ ฮาคิม ซิเย็ค ช่วยกันยิงให้เจ้าถิ่นนำ 2-0 ในเกมนี้ ทำให้สกอร์รวมหนีเป็น 3-0 ก่อนหมดครึ่งแรก
สเปอร์สจำเป็นต้องยิงสามประตูโดยไม่เสียเพิ่ม เพื่อผ่านเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน ก่อนที่ ลูกัส มูร่า จะยิงประตูตีไข่แตกในนาทีที่ 55 จุดประกายความหวังให้ทีมเยือน
เพียง 4 นาทีต่อมา มูร่าฉวยโอกาสจากจังหวะบอลกระฉอกในเขตโทษ หลังลูกยิงของ เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ถูกป้องกันไว้ ก่อนปั่นบอลเข้าประตูไปอย่างยอดเยี่ยม
และในนาทีที่ 95 มูร่าก็ทำแฮตทริกได้สำเร็จ ส่งสเปอร์สผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศด้วยกฎประตูทีมเยือน ทิ้งให้นักเตะอาแจ็กซ์ทรุดลงบนพื้นสนามด้วยความผิดหวัง
2. ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า
รอบรองชนะเลิศ นัดสอง | 7 พฤษภาคม 2019 | ลิเวอร์พูลชนะสกอร์รวม 4-3
เพียง 24 ชั่วโมงก่อนที่สเปอร์สจะสร้างปาฏิหาริย์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ลิเวอร์พูล ก็เพิ่งพลิกสถานการณ์จากการตามหลังถึงสามประตูได้เช่นกัน
ความหวังของหงส์แดงในการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศดูริบหรี่ หลังพ่าย บาร์เซโลน่า 0-3 ในเกมแรกที่คัมป์ นู โดยเกมนี้ยังไม่มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม ดิว็อค โอริกี้ ยิงประตูแรกตั้งแต่นาทีที่ 7 ก่อนที่เกมจะพลิกอย่างแท้จริงในช่วงครึ่งหลัง เมื่อ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรอง ยิงสองประตูภายในเวลาเพียง 166 วินาที
จังหวะที่กลายเป็นภาพจำเกิดขึ้นจากลูกเตะมุม เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ฉวยโอกาสเล่นเร็วในจังหวะที่แนวรับบาร์เซโลน่าเผลอ ก่อนเปิดบอลเรียดให้โอริกี้ยิงประตูที่สี่ ส่งเสียงเฮสนั่นแอนฟิลด์ และพาลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 4-3
3. โรม่า 3-0 บาร์เซโลน่า
รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง | 10 เมษายน 2018 | โรม่าเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน (สกอร์รวม 4-4)
"โรม่าได้ลุกขึ้นจากซากปรักหักพังของตัวเอง"
ประโยคระดับตำนานของ ปีเตอร์ ดรูรี่ ผู้บรรยายฟุตบอลชื่อดัง กลายเป็นคำอธิบายค่ำคืนมหัศจรรย์ของ โรม่า หลังสร้างการคัมแบ็กครั้งสำคัญ ส่งบาร์เซโลน่าตกรอบก่อนรองชนะเลิศ
เกมแรกที่คัมป์ นู บาร์เซโลน่าชนะไปก่อน 4-1 โดยมีประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ และ คอสตาส มาโนลาส ช่วยให้ทีมดังจากสเปนกุมความได้เปรียบอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ประตูช่วงท้ายเกมของ เอดิน เชโก้ ในนัดแรกช่วยให้โรม่ายังมีความหวัง และกองหน้่าชาวบอสเนียฯ ก็ยิงประตูตั้งแต่ช่วงต้นเกมนัดสอง เพิ่มความเชื่อมั่นให้เจ้าถิ่น
จากนั้นเด รอสซี่ แก้ตัวจากการทำเข้าประตูตัวเองด้วยการยิงประตูในครึ่งหลัง ก่อนที่มาโนลาสจะขึ้นโหม่งจากลูกเตะมุมในช่วง 8 นาทีสุดท้าย ส่งโรม่าแซงผ่านเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน และยุติการรอคอย 34 ปีในการกลับเข้าสู่รอบรองชนะเลิศรายการนี้
4. บาร์เซโลน่า 6-1 ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
รอบ 16 ทีม นัดสอง | 8 มีนาคม 2017 | บาร์เซโลน่าชนะสกอร์รวม 6-5
นี่อาจเป็นหนึ่งในการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเป็นเกมที่โด่งดังจนได้รับชื่อเรียกเฉพาะในฝรั่งเศสและสเปนว่า ลา เรมอนตาด้า หรือการพลิกสถานการณ์กลับมาอย่างเหลือเชื่อ
เปแอสเช ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมแรกด้วยการเปิดบ้านถล่มบาร์เซโลน่า 4-0 แต่เกมที่คัมป์ นู กลับเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ เมื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ยิงประตูตั้งแต่นาทีที่ 3
บาร์เซโลน่าขึ้นนำ 2-0 ในช่วงพักครึ่ง จากการทำเข้าประตูตัวเองของ เลย์แว็ง คูร์กซาว่า แต่ยังคงเป็นฝ่ายตามหลังด้วยสกอร์รวมสองประตู
หลังเริ่มครึ่งหลังไม่นาน ลิโอเนล เมสซี่ ยิงจุดโทษให้เจ้าถิ่น ทว่า เอดินสัน คาวานี่ ก็มาทำประตูให้เปแอสเช ลดความหวังของแฟนบอลเจ้าถิ่นลงไปอีกครั้ง
เวลานั้นบาร์เซโลน่าตามหลังด้วยสกอร์รวม 3-5 และต้องยิงอีกสามประตูภายในเวลาไม่ถึง 30 นาทีเพื่อสร้างปาฏิหาริย์
เนย์มาร์ ยิงฟรีคิกในนาทีที่ 88 ก่อนซัดจุดโทษในนาทีที่ 91 ช่วยให้บาร์เซโลน่าตามตีเสมอสกอร์รวมเป็น 5-5 แต่เปแอสเชยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบจากกฎประตูทีมเยือน
กระทั่งช่วง 20 วินาทีสุดท้ายของเวลาทดเจ็บ เนย์มาร์เปิดบอลข้ามแนวรับให้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ สอดเข้าชาร์จเป็นประตูชัย ปิดฉากการคัมแบ็กที่ทำให้บาร์เซโลน่ากลายเป็นทีมแรกและทีมเดียวในประวัติศาสตร์ที่พลิกสถานการณ์จากการตามหลังถึงสี่ประตูในแชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ
5. เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า 4-0 เอซี มิลาน
รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง | 7 เมษายน 2004 | เดปอร์ติโบชนะสกอร์รวม 5-4
ปัจจุบัน ลา กอรุนญ่า เปลี่ยนชื่อเป็น อา กอรุนญ่า เพิ่งเลื่อนชั้นคืนสู่เวทีลีกสูงสุดของสเปน และแทบไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกแล้ว แต่พวกเขาเคยสร้างการพลิกสถานการณ์ครั้งสำคัญใส่ทีมยักษ์ใหญ่เมื่อปี 2004
เอซี มิลาน เดินทางไปเยือนสเปนพร้อมความได้เปรียบจากชัยชนะ 4-1 ในเกมแรก แต่เดปอร์ติโบไม่ยอมยกธงขาวง่าย ๆ
วอลเตอร์ ปันดิอานี่ ซึ่งเคยยิงประตูให้ทีมในเกมแรกที่ซาน ซิโร่ เป็นคนเบิกสกอร์ให้เจ้าถิ่นในนัดที่สอง
ต่างจากเกมแรกที่เดปอร์ติโบเลือกตั้งรับหลังได้ประตูขึ้นนำ คราวนี้พวกเขาเดินหน้าเปิดเกมรุกเต็มที่ และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อ ฆวน การ์ลอส บาเลรอน และ อัลเบิร์ต ลูเก้ ช่วยกันยิงประตู ทำให้ทีมลบความได้เปรียบของมิลานได้ภายในเวลาเพียง 43 นาที
แม้สกอร์ดังกล่าวจะเพียงพอให้เดปอร์ติโบผ่านเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน แต่พวกเขายังไม่หยุดเดินหน้าบุก ก่อนที่ ฟราน กอนซาเลซ จะยิงประตูที่สี่ ปิดฉากเส้นทางของลูกทีม คาร์โล อันเชล็อตติ ในรายการนี้อย่างเจ็บปวด