เจาะลึกพิมพ์เขียวลูกหนังของ เชส ฟาเบรกาส ที่เนรมิต โคโม่ 1907 จากทีมล้มละลายใน เซเรีย ดี สู่มหาอำนาจ ยุคใหม่ และสอนมวยเปิดบ้านถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 4-1 ในศึก UCL
หลังกลุ่มทุน Djarum Group เข้ามาซื้อ โคโม่ 1907 จากสโมสรที่พังทลายจากภาวะล้มละลายในศึก เซเรีย ดี เมื่อปี 2019
ไม่มีใครคาดคิดว่าสโมสรแห่งนี้จะก้าวขึ้นมาคว้าตั๋วไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แถมพวกเขายังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเปิดบ้านถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดลอย 4-1 ชนิดแบบที่จะพูดว่าสอนมวยก็คงไม่เวอร์มากนัก
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังโครงสร้างทั้งหมดนี้คือชายที่ชื่อ เชสก์ ฟาเบรกาส อดีตกองกลางระดับตำนานที่ผันตัวมารับบทกุนซือและสร้างพิมพ์เขียวลูกหนังฉบับใหม่ขึ้นมา
เชส ฟาเบรกาส เปลี่ยน โคโม่ 1907 ได้อย่างไร? ร่วมติดตามหาคำตอบเพื่อไขข้อสงสัยพร้อมกันได้ที่ SIAMSPORT
[ จากเถ้าถ่าน เซเรีย ดี ]
ในปี 2019 โคโม่ 1907 ยังคงจมอยู่ในฟุตบอลระดับสมัครเล่นของ เซเรีย ดี และมีแฟนบอลเพียงไม่กี่ร้อยคน
แต่ภายใต้การนำของประธานสโมสร เมอร์วาน ซูวาร์โซ และผู้อำนวยการฝ่ายสรรหานักเตะอย่าง บาเรนด์ แฟร์เกิร์ก สโมสรเลือกใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลและอัลกอริทึมเข้ามาคัดเลือกผู้เล่น
แฟร์เกิร์ก เคยฝึกคิดวิเคราะห์จากการดึงข้อมูลในเกม Football Manager มาตั้งแต่อายุยังน้อย ได้สร้างทีมแมวมองและนักวิเคราะห์เพื่อค้นหานักเตะตามนโยบาย "Hungry & Humble" หรือกลุ่มดาวรุ่งที่มีความกระหายและนอบน้อมพร้อมเรียนรู้
ขณะเดียวกัน เชส ฟาเบรกาส เข้ามาร่วมทีมในฐานะผู้เล่นเมื่อปี 2022 ก่อนขยับขึ้นมาคุมทีมเยาวชนและทีมชุดใหญ่ ได้ร่วมมือกับ โอเซียน โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา เพื่อวางรากฐานระยะยาวให้กับสโมสร
ฟาเบรกาส ผสานดาวรุ่งอย่าง นิโก ปาซ, มักซิโม แปร์โรเน, และ ยาโคโบ รามอน เข้ากับผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่าง ราฟาเอล วาราน, อัลบาโร โมราต้า และ แซร์จี โรเบร์โต้ เพื่อช่วยควบคุมบรรยากาศและสร้างวัฒนธรรมแห่งชัยชนะในห้องแต่งตัว
[ การครองบอลคือการล่อซื้อ ]
โดยปรัชญาฟุตบอลของ ฟาเบรกาส ไม่ได้เน้นการครองบอลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้บอลเพื่อดึงคู่แข่ง
ฟาเบรกาส เรียกกระบวนการสร้างเกมจากแดนหลังนี้ว่า "Fishing" หรือการตกปลา โดยมีผู้รักษาประตูยืนสูงร่วมกับเซนเตอร์แบ็กเพื่อดึงให้แนวรุกคู่แข่งขยับเข้าบีบ
เมื่อคู่แข่งขยับหลุดจากตำแหน่ง โคโม่จะใช้การจ่ายบอลทะลุช่อง ข้ามสายการเพรสซิ่งเข้าสู่พื้นที่ว่างทันที
ระบบพื้นฐานของ โคโม่ เริ่มจาก 4-2-3-1 แต่สามารถปรับเปลี่ยนลื่นไหลเป็น 1-4-2-1-3, 4-3-3 หรือ 4-2-2-2 เวลาครอบครองบอล
สิ่งสำคัญคือกลไก "ผู้เล่นคนที่สาม" (Third-Man Run) ที่ผู้เล่น A จะจ่ายบอลให้ผู้เล่น B เพื่อดึงตัวประกบ ก่อนที่ B จะจ่ายต่อจังหวะเดียวให้ผู้เล่น C ซึ่งวิ่งสอดเข้าสู่พื้นที่ว่างที่เปิดออกจากการที่คู่แข่งหลุดตำแหน่ง
นอกจากนี้ ฟูลแบ็กอย่าง อาเล็กซ์ วัลเย, อัลเบร์โต โมเรโน และ เมอร์กิม วอยวอดา ยังมักหุบขยับเข้าตรงกลางสนาม เพื่อสร้างควมได้เปรียบในโซนมิดฟิลด์
อีกหนึ่งความน่ากลัวของ โคโม่ คือเกมรับที่รวดเร็วและดุดัน
วินาทีที่ทีมเสียบอล โคโม่ จะใช้วิธี Counterpressing เข้าแย่งบอลคืนทันทีภายใน 3 ถึง 4 วินาที ส่งผลให้พวกเขาครองอันดับ 1 ของ เซเรีย อา ด้านสถิติ PPDA ด้วยค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดเพียง 8.02 ซึ่งสะท้อนถึงการบีบพื้นที่ที่ไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งออกบอลได้สะดวก
หากคู่แข่งสามารถแกะการเพรสซิ่งแดนบนได้ โคโม่จะถอยลงมาตั้งรับในทรง 4-4-2 Mid-Block ที่กะทัดรัด คอยปิดช่องทางการส่งบอลเข้ากลางและบีบให้คู่แข่งออกไปเล่นริมเส้น
โครงสร้างเกมรับที่รัดกุมนี้ทำให้พวกเขาเสียประตูในลีกไปเพียง 29 ลูก ซึ่งน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของ เซเรีย อา และเมื่อก้าวสู่อีกขั้นในเวทียุโรป
โคโม่ ก็แสดงความโหดด้วยการเปิดบ้านถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 4-1 มาแล้ว
[ บทเรียนจาก โคโม่ ถึงฟุตบอลยุคใหม่ ]
สิ่งที่ เชสก์ ฟาเบรกาส ทำไว้กับ โคโม่ 1907 ถ้าพูดกันตามตรงนี่คือสิ่งที่แฟนบอลทุกทีมโหยหา
โมเดลสโมสรขนาดเล็กสามารถก้าวขึ้นมาต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ได้ด้วยโครงสร้างทางความคิดและการจัดการระยะยาว
จากทีมในระดับ เซเรีย ดี สู่เวที แชมเปี้ยนลีก โคโม่ พิสูจน์ให้คุณเห็นแล้วว่า หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและระบบการเล่นที่ถูกต้อง ความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทุ่มเงินเสมอไป
ตัน กวาร์ดิโอล่า