เจาะลึก โคโม่ 1907 คู่แข่งที่ แมนยู ประมาทไม่ได้ในศึก UCL! ส่องโมเดลบริหารตระกูลฮาร์โตโน่ และปรัชญาฟุตบอลครองบอลอันดับ 1 เซเรีย อา ของ เชสก์ ฟาเบรกาส
โคโม่ 1907 ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในศึก เซเรีย อา ฤดูกาล 2025/2026 โดยพวกเขาคว้าอันดับ 4 พร้อมตีตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 119 ปีของสโมสร
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คือ ผลลัพธ์จากโครงสร้างการบริหารและปรัชญาฟุตบอลที่ถูกคิดมาอย่างชาญฉลาดของ เชสก์ ฟาเบรกาส
และในศึกแชมเปียนส์ลีก รอบลีกเฟส นัดนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจะเสนอตัวเข้าสู่การทดสอบที่เมืองโคโม่
ติดตามที่ SIAMSPORT
[ โมเดล 'Patient Capital' ของตระกูลฮาร์โตโน่ ]
ย้อนกลับไปในปี 2017 โคโม่ 1907 คือสโมสรที่เกือบจะหมดลมหายใจ หลังประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินจนล้มละลายเป็นครั้งที่สองในศตวรรษที่ 21 และต้องหล่นลงไปเริ่มต้นใหม่ใน Serie D หรือลีกระดับ 4 ของอิตาลี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อ Djarum Group ของสองพี่น้องมหาเศรษฐีชาวอินโดนีเซีย (ตระกูล Hartono) เข้าซื้อกิจการสโมสรด้วยมูลค่าไม่ถึง 1 ล้านยูโร
แต่สิ่งที่ทำให้ โคโม่ แตกต่างจากสโมสรที่มีเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีทั่วไป คือการเลือกใช้แนวทาง Patient Capital หรือเงินทุนที่อดทนและเน้นรากฐานระยะยาว
พวกเขาไม่ได้สร้างทีมด้วยการกว้านซื้อซูเปอร์สตาร์ราคาแพง แต่เลือกเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
พร้อมกับดึงบุคลากรลูกหนังระดับโลกเข้ามาวางระบบ นำโดย เชสก์ ฟาเบรกาส รวมไปถึงตำนานอย่าง เธียร์รี อองรี ในฐานะผู้ถือหุ้นและที่ปรึกษา ใช้เวลาเพียง 7 ปี โคโม่ ก็ไต่ระดับจากลีกอมตะขึ้นสู่เวทีสูงสุดของยุโรปอย่างเป็นขั้นตอน
[ ฟุตบอลแบบ เชสก์ ฟาเบรกาส ]
สิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของ โคโม่ คือ วิถีการทำทีมของ เชสก์ ฟาเบรกาส อดีตยอดมิดฟิลด์ระดับตำนานของอาร์เซน่อล, บาร์เซโลน่า และเชลซี ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอการครองบอลและการควบคุมพื้นที่เข้าสู่ตัวนักเตะ
ตัวเลขสถิติในฤดูกาล 2025/2026 คือสิ่งที่อธิบายปรัชญาของ โคโม่ ได้อย่างชัดเจน การครองบอล, แย่งบอลคืนเร็ว และ โครงสร้างการเล่น
ข้อแรก 60% โคโม่ ครองบอลสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในศึก เซเรีย อา เยอะกว่าทีมยักษ์ใหญ่อย่าง อินเตอร์ มิลาน, ยูเวนตุส และ นาโปลี
ข้อสอง ค่า PPDA ต่ำที่สุดที่ 7.96 เชสก์ ฟาเบรกาส ให้ลูกทีม เพรสซิ่งแย่งบอลคืนเร็วที่สุด และดุดันที่สุดในลีกอิตาลี
ข้อสุดท้ายคือ เชื่อในโครงสร้าง เชสก์ ฟาเบรกาส เชื่อว่าการมีโครงสร้างทีมที่ดีจะช่วยให้พวกเขายั่งยืน โดยมีนโยบายการเสริมทัพที่เน้นไปที่การดึงนักเตะดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูง ผสมผสานกับผู้เล่นเก๋าเกม
[ ดวลเดือดศึกแชมเปียนส์ลีก ]
จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ ผู้สื่อข่าวฟุตบอลอิตาลีชื่อดัง ให้ทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า
“การจะเอาชนะ โคโม่ ได้ คุณต้องเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบด้วยความเร็วและจังหวะที่ไม่ตก ต้องวิ่งเพรสซิ่งใส่พวกเขาตลอด 100 นาที เพื่อไม่ให้พวกเขามีเวลาคิดหรือเซ็ตบอลครองเกมได้ เพราะถ้าปล่อยให้ โคโม่ ได้ตั้งทรง พวกเขาพร้อมจะเจาะช่องและสร้างโอกาสทำประตูได้จากทุกพื้นที่”
ซึ่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค กำลังเผชิญหน้ากับความกดดันอย่างหนัก หลังตกอยู่ในช่วงไร้ชัย 6 นัดติดต่อกัน แถมยังประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บและติดโทษแบน
เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ประวัติศาสตร์ของ โคโม่ 1907 แต่คือบททดสอบว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเพียง "ม้ามืด" ที่ผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลยุโรปแบบฉาบฉวย
แต่เป็นสโมสรที่มีรากฐานการบริหารอันมั่นคง และมีปรัชญาฟุตบอลเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนภายใต้การนำของ เชสก์ ฟาเบรกาส